Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้

 

ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้
โจทก์อยู่ในครรภ์มารดาขณะที่เจ้ามรดกยังไม่ถึงแก่ความตายจึงต้องถือว่าบิดาได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรแล้วและต้องถือว่าบิดาได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทของเจ้ามรดก(บิดา)ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ทายาทเนื่องจากขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคลนั้น เห็นว่า มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สิทธิแก่ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกโจทก์ซึ่งเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ขณะบิดาถึงแก่ความตายและต่อมาคลอดแล้วรอดอยู่ จึงได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติมาตรา 1627 เช่นเดียวกันกับเด็กที่คลอดจากครรภ์มารดาก่อนเจ้ามรดกตายด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8661/2544

          ป. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกและ บ. อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป และมีบุตรด้วยกันก่อนโจทก์แล้วคนหนึ่งซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ป. ถึงแก่ความตายขณะ บ. ตั้งครรภ์โจทก์ พฤติการณ์ของ ป. และบ. ที่ปฏิบัติต่อกันแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ป. ยกย่อง บ. เป็นภริยาและยอมรับว่าเด็กที่เกิดจาก บ. เป็นบุตร บ. ตั้งครรภ์โจทก์ขณะที่ ป. ยังไม่ถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นให้เห็นว่าป. ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์ บ. ไม่ใช่เป็นบุตรของ ป. จึงต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรและต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บ. แล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. และเป็นทายาทของ ป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604

           เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของป. ที่จะตกทอดไปยังทายาทของ ป. ตามกฎหมาย บ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ป. โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายจึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. โจทก์จึงเป็นทายาทของ ป. แต่เพียงผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กและอาศัยอยู่กับ บ. มารดา ดังนั้น จึงต้องถือว่า บ. ครอบครองดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์มาตลอด แม้ต่อมา บ. จะได้ ส. เป็นสามีและรับ ส. เข้ามาอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาทก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บ. และ ส. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป บ. และส. จึงไม่เกิดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังต้องถือว่าบุคคลทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตลอดเมื่อ บ. โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่า บ. ผู้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเท่านั้น
________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงกับนางบุญช่วย เสวีวัลลภ นายป๋องได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13181 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิของโจทก์และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

          จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า นางบุญช่วย เสวีวัลลภ มารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านเป็นเวลา 10 ปีเศษ จำเลยที่ 1 ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยเปิดเผยตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

          จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

          จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายท้วม ต่ายทอง เมื่อนายท้วมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่นางเชย ต่ายทอง ภริยานายท้วม ต่อมานางเชยยกที่ดินพิพาทให้แก่นายป๋องหลานชาย นายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วย เสวีวัลลภ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อนายป๋องถึงแก่ความตายนางบุญช่วยได้นายล้น เสวีวัลลภ เป็นสามีโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 นางบุญช่วยกับนายสันอยู่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด นายสันถึงแก่ความตายวันที่ 24 ธันวาคม 2517 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท ทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ให้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกมีว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยในปัญหาแรกนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือไม่ โจทก์ นางบุญเรืองหรือเรืองแซ่อึ้ง และนางเหม งามขำ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า นายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายหวันซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วและโจทก์นางบุญช่วยพยานจำเลยซึ่งเป็นมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับนายป๋อง ขณะตั้งครรภ์โจทก์นายป๋องถึงแก่ความตายหลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายแล้วประมาณปีเศษ จึงได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและให้โจทก์ใช้นามสกุลของนายสัน นางบุญเรืองและนางเหมเป็นเพื่อนบ้านของนางบุญช่วย นางบุญเรืองมีบ้านอยู่คนละฟากถนนตรงกันข้ามกับบ้านที่นางบุญช่วยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ขณะที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ (ปี 2540) นางบุญเรืองอายุ 73 ปี และนางเหมอายุ 70 ปี จึงถือได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลใกล้ชิดรู้จักนางบุญช่วยมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 มาเป็นระยะเวลานานและไม่เคยมีสาเหตุบาดหมางโกรธเคืองกันมาก่อนหรือมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางบุญช่วยพยานจำเลยซึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ด้วยแล้ว ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักและมีเหตุผลเชื่อได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องที่เกิดกับนางบุญช่วยจริง ดังนั้น แม้ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3/1 จะมีข้อความระบุว่า บิดาโจทก์ชื่อนายหวิง ก็อาจเป็นได้ว่านายป๋องอาจมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านายหวิง ผู้แจ้งจึงได้แจ้งไปตามนั้น ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นชื่อของบุคคลคนเดียวกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงนี้มาก่อน เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นนี้ว่า โจทก์ไม่ใช่บุตรนายป๋องเท่านั้น ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ขาดเหตุผลที่จะรับฟัง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงแล้ว แม้โจทก์จะไร้นามสกุลของบิดาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้โจทก์กลายมาเป็นบุตรของบิดาจำเลยที่ 1ไปได้ และต้องถือว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงตามความเป็นจริงปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายป๋องหรือหวิงหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์เกิดปี 2492 นายป๋องถึงแก่ความตายปี 2492 นางบุญเรืองพยานโจทก์เบิกความว่า นายป๋องถึงแก่ความตายขณะโจทก์มีอายุหนึ่งปีเศษ หลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายได้ 2 ถึง 3 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะนางบุญช่วยได้นายสันเป็นสามีโจทก์อายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน นางเหมพยานโจทก์เบิกความว่านายป๋องถึงแก่ความตายประมาณ 2 ปี นางบุญช่วยจึงได้นายสันเป็นสามีนางบุญช่วยพยานจำเลยเบิกความว่า นายป๋องถึงแก่ความตายประมาณปีเศษ จึงอยู่กินเป็นสามีภริยากับนายสันเห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์เกิดก่อนที่นายป๋องจะถึงแก่ความตายและนายป๋องถึงแก่ความตายเมื่อใด คงได้ความเพียงว่าหลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายประมาณ 1 ถึง 2 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสัน จึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนางบุญช่วยพยานจำเลยว่าขณะนายป๋องถึงแก่ความตายนั้น นางบุญช่วยกำลังตั้งครรภ์โจทก์และคลอดโจทก์ภายหลังจากที่นายป๋องถึงแก่ความตายแล้ว หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ถึง 2 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและจากคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ความว่า นางบุญช่วยและนายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป และมีบุตรด้วยกันก่อนโจทก์แล้วคนหนึ่งซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นายป๋องถึงแก่ความตายขณะนางบุญช่วยตั้งครรภ์โจทก์ พฤติการณ์ของนายป๋องและนางบุญช่วยที่ปฏิบัติต่อกัน แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า นายป๋องยกย่องนางบุญช่วยเป็นภริยาและยอมรับว่าเด็กที่เกิดจากนางบุญช่วยเป็นบุตรนายป๋อง นางบุญช่วยตั้งครรภ์โจทก์ขณะที่นายป๋องยังไม่ถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นให้เห็นว่านายป๋องปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์นางบุญช่วยไม่ใช่เป็นบุตรนายป๋อง จึงต้องถือว่านายป๋องได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องและต้องถือว่านายป๋องได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องตั้งแต่อยู่ในครรภ์นางบุญช่วยแล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายป๋องและเป็นทายาทของนายป๋องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ทายาทเนื่องจากขณะนายป๋องถึงแก่ความตายโจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคลนั้น เห็นว่า มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สิทธิแก่ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกโจทก์ซึ่งเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ขณะนายป๋องถึงแก่ความตายและต่อมาคลอดแล้วรอดอยู่ จึงได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติมาตรา 1627เช่นเดียวกันกับเด็กที่คลอดจากครรภ์มารดาแล้วด้วย เหตุผลตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น และปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า นายป๋องยกที่ดินพิพาทให้แก่นางบุญช่วยตั้งแต่ขณะที่นายป๋องยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวคงมีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ของนางบุญช่วยเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้แสดงพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้น่าเชื่อถือเห็นจริง เมื่อพิจารณาถึงว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นางเชยยกให้นายป๋องผู้เป็นหลานก่อนที่นายป๋องจะอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วย จึงเป็นทรัพย์ที่นายป๋องได้มาแต่ฝ่ายเดียวและได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยและทำประโยชน์โดยอาศัยอยู่ร่วมกันจึงไม่มีเหตุผลที่นายป๋องจะยกที่ดินพิพาทให้แก่นางบุญช่วยทั้ง ๆ ที่นายป๋องยังมีชีวิตอยู่อันเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย และนางบุญช่วยก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงนี้มาก่อน แม้ในขณะที่นางบุญช่วยไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทก็ระบุแต่เพียงว่าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายป๋อง มิได้แจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางบุญช่วยโดยนายป๋องยกให้ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับระบุว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายสันบิดาจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์เมื่อบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางบุญช่วยมารดาจำเลยที่ 1จึงยกให้จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาภายหลังได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินใหม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายป๋องได้รับการยกให้จากนางเชยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่านายป๋องยกที่ดินให้แก่นางบุญช่วยดังอ้าง เมื่อนายป๋องถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายป๋องที่จะตกทอดไปยังทายาทของนายป๋องตามกฎหมาย นางบุญช่วยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายป๋องโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายจึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายป๋อง โจทก์จึงเป็นทายาทของนายป๋องแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กและอาศัยอยู่กับนางบุญช่วยมารดาดังนั้น จึงต้องถือว่านางบุญช่วยครอบครองดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์มาตลอด แม้ต่อมานางบุญช่วยจะได้นายสันเป็นสามีและรับนายสันเข้ามาอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางบุญช่วยและนายสันครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป นางบุญช่วยและนายสันจึงไม่เกิดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังต้องถือว่าบุคคลทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตลอด เมื่อนางบุญช่วยโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่านางบุญช่วยผู้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเท่านั้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปีหรือไม่ นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองประเด็นที่โต้เถียงจึงมีว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ผู้ใดเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหาได้มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีสิทธิครอบครองรวมอยู่ด้วยไม่จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ยกขึ้นอ้างในฎีกาอีก เพราะเป็นเพียงเหตุผลสนับสนุนประกอบข้อโต้เถียงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"


          พิพากษายืน

( อัธยา ดิษยบุตร - ปรีดี รุ่งวิสัย - สมศักดิ์ เนตรมัย )

ป.พ.พ. มาตรา 1381, 1604, 1627
มาตรา 1381 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต อาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอก

มาตรา 1604 บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคล หรือสามารถมีสิทธิได้ตาม มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ในเวลาที่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
--เพื่อประโยชน์แห่ง มาตรานี้ ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวันนับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น เป็นทารกในครรภ์มารดาอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

มาตรา 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรม นั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความ หมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

 

         

_________________________________________________________________

 

 ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง และจะต้องปรากฏว่าคดีก่อนจำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง ไม่เป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมอยอมกัน มิฉะนั้นถือไม่ได้ว่าจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่
http://www.peesirilaw.com/วิธีพิจารณาความอาญา/สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ.html

 

 

ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยเคยถูกผู้เสียหายฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 548/2537 ระหว่างเด็กหญิงเสาวณีย์  โจทก์  นางสาวจอมขวัญ  จำเลย ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับคดีนี้ และคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
http://www.peesirilaw.com/วิธีพิจารณาความอาญา/ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม.html


 

 

ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 8 เดือนได้หรือไม่?
โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายถึงโทษที่วางก่อนลด??? หรือโทษสุทธิที่ศาลพิพากษาเมื่อลดโทษให้แล้ว โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(5)นั้น หมายถึงโทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลย
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538793756&Ntype=58

 

 


ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า มิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่??? แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้อง
http://www.peesirilaw.com/วิธีพิจารณาความอาญา/บรรยายฟ้อง-ข้อเท็จจริงแตกต่าง.html

 

 


พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4294/2550  การควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวน
http://www.peesirilaw.com/วิธีพิจารณาความอาญา/พนักงานสอบสวน-ฝากขัง.html

 

 

หน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน
โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าได้ออกมาโดยถูกต้อง เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมสันนิษฐานได้ว่าจำเลยกับพี่น้องมีส่วนเป็นเจ้าของเท่ากันการที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมากกว่าพี่น้องคนอื่น จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2115/2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้..
http://www.peesirilaw.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/หน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน.html

 

 

คำให้การจำเลยขัดแย้งกันเองไม่มีประเด็น
จำเลยให้การในตอนแรกว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลย คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยจึงขัดแย้งกันทำให้รูปคดีไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์
http://www.peesirilaw.com/การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์/คำให้การขัดแย้งกันเอง.html

 




ทั่วไป

ผู้ใหญ่บ้านถูกจับยาเสพติดมีโทษจำคุก 3 เท่า article
เมาแล้วขับจำคุก 3 ปี โจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วน article
ความผิดทางอาญาในการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่น
อายัดเงินฝากในบัญชี หลักประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว
ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง
อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 8 เดือนได้หรือไม่?
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
คำสั่งรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบ
ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลยกฟ้อง
ความผิดยาเสพติดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ
ร้านอินเทอร์เน็ตและเกมส์ลงเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ในคอมพิวเตอร์
ร้านอาหารตามสั่งเปิดแผ่นวีซีดีแพลงให้ลูกค้าฟัง
คำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ | เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
ความรับผิดต่อตัวแทนเชิดของตัวการ
เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินสินสมรส
อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
คำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทิน กับการเพิ่มโทษจำเลย
การนับอายุของบุคคล
ร้านอาหารเปิดเพลงMP3ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมและเบี้ยปรับ
ฟ้องบุคคลล้มละลายเป็นคดีแพ่ง
ทนาย ความ ละเมิดอำนาจศาล
จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษี
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
สัญญาขายฝาก นิติกรรมอำพราง
การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
พรบ- ล้างมลทินไม่อาจมีผลย้อนหลังได้
ร้องสภาทนายความจัดระเบียบ-ทนายความทวงหนี้
หนี้ที่ต้องห้ามเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้
สืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม article
สืบค้นกฎหมาย



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ติดต่อทนายความลีนนท์ lawyerleenont.com 085 960 4258 , 084 130 2058 เบอร์สำนักงาน 02 984 4258 แฟกซ์ 02 984 45204 สถานที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ถนนประชาชื่น ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 สำหรับแผนที่การเดินทางคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ