Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




สิทธิที่จะบังคับคดีภายในสิบปี article

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา หากเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ไม่อาจเริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีในทันทีแต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยว่ามีข้อตกลงอย่างไร และสิทธิในการบังคับคดีเกิดขึ้นเมื่อใด สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ความว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงว่า ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นงวด ๆ หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้เริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีในวันถัดจากวันที่จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นวันแรกที่โจทก์อาจบังคับคดีกับจำเลยได้

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  198/2541

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาล มีคำพิพากษาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด ๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนดเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 พฤษภาคม 2529 หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที และจำเลยทั้งสองผิดนัดตั้งแต่ งวดแรกดังนี้ กำหนดระยะเวลา 10 ปี ที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องเริ่มบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่3 พฤษภาคม 2529 ซึ่งเป็นวันแรกที่โจทก์อาจขอให้บังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสองได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จึงยังอยู่ภายในกำหนด 10 ปี ที่โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดี เอากับจำเลยทั้งสองโจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายได้

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโจทก์ได้บังคับคดีโดยนำที่ดินที่จำเลยออกขายทอดตลาดแต่ไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์คิดเป็นต้นเงิน 123,549.54 บาท และดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะยึดมาชำระหนี้โจทก์ส่วนที่เหลือได้อีก จึงถือเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

          ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ศาลพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2529 โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายได้ พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2529 ให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นงวดตามจำนวนที่ระบุและภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นคราว ๆกำหนดชำระงวดแรกวันที่ 2 พฤษภาคม 2529 หากผิดนัดย่อมให้บังคับคดีทันที จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระเงินตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2529โจทก์บังคับคดีได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้ว จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 123,549.54 บาท ต่อมา วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ล้มละลาย เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กำหนดเวลา 10 ปี ที่โจทก์จะต้องขอให้บังคับแก่จำเลยจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2529 อันเป็นวันแรกที่โจทก์อาจขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จึงอยู่ภายในกำหนด 10 ปี ตามที่โจทก์ฎีกา คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าสมควรจะยกพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ขึ้นพิจารณาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1นำมาวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเพราะจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาและโจทก์อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดการบังคับคดีอันเป็นสิทธิของโจทก์เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษาไม่น้อยกว่า 50,000 บาท แม้ต่อมาระหว่างการพิจารณาหรือหลังรับฟ้องจะพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สมควรจะยกเหตุนี้ขึ้นวินิจฉัยในชั้นนี้ส่วนที่โจทก์หรือเจ้าหนี้อื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองจะขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นขอรับชำระหนี้หรือมีเหตุอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14ที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายในภายหลังรับฟ้องแล้วแต่กรณี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องและพิจารณาต่อไป"

          พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป

( วินัส เรืองอำพัน - สมชัย สายเชื้อ - ผล อนุวัตรนิติการ )
ป.วิ.พ. มาตรา 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9

---- ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์ ----

อ่านคดีมรรยาทนายความ

 

 

 

 

หลักประกันในการขอทุเลาการบังคับ
จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์ และทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น โจทก์จะอ้างว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เงินในสมุดเงินฝากตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ เมื่อโจทก์มิได้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ก็ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนสมุดเงินฝากแก่จำเลยที่ 2 ชอบแล้ว 
  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5810/2548 (อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่)

 

 

 

 

ทายาทยอมรับสภาพหนี้ของผู้ตาย
ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของผู้ตายยอมรับสภาพหนี้ของผู้ตายต่อโจทก์นั้น ไม่อาจถือว่าได้ยอมเข้าผูกพันตนเป็นลูกหนี้แทนในลักษณะแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ดังนั้นผู้จัดการมรดกจึงมิใช่ลูกหนี้โดยตรงของโจทก์แม้มีสิทธิรับมรดกแต่ก็รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน โจทก์จะนำหนี้ของผู้ตายมาฟ้องผู้จัดการมรดกให้ล้มละลายไม่ได้ แต่ชอบที่จะฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3242/2543

 




การบังคับคดี

การนับเวลา 10 ปีในการบังคับคดี



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ติดต่อทนายความลีนนท์ lawyerleenont.com 085 960 4258 , 084 130 2058 เบอร์สำนักงาน 02 984 4258 แฟกซ์ 02 984 45204 สถานที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ถนนประชาชื่น ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 สำหรับแผนที่การเดินทางคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด