ReadyPlanet.com
dot
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน

        

 

ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
ภริยาซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่ภริยากู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อรถยนต์เป็นเงินที่ภริยากู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งภริยาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของภริยาทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของภริยาดังกล่าวก็เป็นเงินที่ภริยาได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9570/2551

 
          จำเลยซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงิน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส จำเลยจะต้องพิสูจน์หักล้าง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องถือว่าเป็นสินสมรส

มาตรา 1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันระหว่างสมรสมีทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน คือ ที่ดินและรถยนต์ ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ต่อศาลชั้นต้นโดยไม่ได้กล่าวถึงสินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โดยให้มีเนื้อที่คนละครึ่งเท่ากัน ให้จำเลยไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง โดยให้ที่ดินแปลงทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทิศใต้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนด หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยชดใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 141,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้จำเลยใช้เงินหรือคืนเงินค่ารถยนต์แก่โจทก์ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำรถยนต์ออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง

          จำเลยให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าหากการแบ่งตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความ หรือมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 ระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 128/2 หมู่ที่ 8 ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จากนางสาววรนุช โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ 197,000 บาท ชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จากนั้นจำเลยได้นำเงินเดือนของจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์จนครบถ้วน และไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก จำเลยชำระราคารถยนต์คันดังกล่าวเป็นเงินสด โดยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด 400,000 บาท แล้วนำมาสมทบกับเงินส่วนอื่น จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ทุกเดือน ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยนำสำเนาคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2547 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินและรถยนต์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 และซื้อรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นระยะเวลาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แม้จำเลยจะนำสืบว่า เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์และเงินที่จำเลยใช้ซื้อรถยนต์พิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด จำนวน 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงินจำนวน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินสินส่วนตัวเพราะได้มาจากการขายที่ดินมรดกของบิดาจำเลยซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น จำเลยไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงิน 130,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสได้ ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกันจำเลยจึงต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
 
 
( สิริรัตน์ จันทรา - สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ - พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา )
 
 

ปรึกษาทนายความลีนนท์ 085 9604258
www.peesirilaw.com

 

 

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

ความสมบูรณ์ของการสมรส
สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่ยังไม่จดทะเบียนหย่า
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน
ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง
สามีไม่ค่อยอยู่บ้านก็มิใช่เป็นการประพฤติเสื่อมเสีย
สามีฟ้องหย่าภริยาอ้างเหตุจงใจละทิ้งร้าง
คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากัน
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า
จดทะเบียนสมรสซ้อน
ฟ้องหย่าเหตุอ้างร้องเรียนผู้บังคับบัญชา
การสมรสที่เป็นโมฆียะ
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง | เหตุฟ้องหย่า
ให้อภัยสิทธิฟ้องหย่าหมดไป | จงใจละทิ้งร้าง
ร้องเรียนกล่าวโทษสามีต่อผู้บังคับบัญชา | เป็นปฏิปักษ์
การทิ้งร้างกับการสมัครใจแยกกันอยู่
บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่า | การแสดงเจตนาลวง
สัญญาระหว่างสมรส | ข้อตกลงห้ามบอกล้าง



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ติดต่อทนายความลีนนท์ lawyerleenont.com 085 960 4258 , เบอร์สำนักงาน 02 984 4258 แฟกซ์ 02 984 45204 สถานที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ถนนประชาชื่น ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 สำหรับแผนที่การเดินทางคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ