ReadyPlanet.com
dot
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




สมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน

ทนายความ

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

 

สมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน
การที่สามีภรรยาจดทะเบียนสมรสแต่ในทะเบียนสมรสไม่ได้ลงชื่อภริยาจะมีผลในทางกฎหมายอย่างไร? ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ย่อมถือได้ว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่คู่สมรสฝ่ายหญิงไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสยังไม่เป็นเหตุถึงทำให้การจดทะเบียนสมรสไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร


 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3739/2548

 
          แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสจะปรากฏลายมือชื่อฝ่ายชายคือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวได้ทำในวันและเวลาต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงทำให้การจดทะเบียนสมรสไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร

          ในการรับบุตรบุญธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1583 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า ถ้าผู้ที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 22 แล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่าคำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กับ ม. ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วน ม. รับเลี้ยงบุตรคนเล็ก และต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งจำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว โดยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่ามิอาจถือได้ว่า ม. ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ปรากฏว่านับแต่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 29 ปี ม. ก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรม และยังทำหนังสือยืนยันว่าทราบเรื่องและให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และเหตุที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 ม. ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียวด้วยและไม่ขอคัดค้าน รวมทั้งยังขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า ม. ได้ให้ความยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว
 
พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว
มาตรา 22  การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ให้ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นผู้ร้องขอ
ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ถ้อยคำว่า ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องรับบุตรบุญธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ถ้าปรากฏต่อนายทะเบียนว่าการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ว่านั้น หรือถ้อยคำที่ได้ให้ไว้ไม่เป็นความจริง ห้ามมิให้รับจดทะเบียน
ถ้านายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม ผู้ร้องขอจดทะเบียนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เมื่อศาลไต่สวนได้ความว่าการได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายครบถ้วนแล้ว ก็ให้ศาลมีคำสั่งไปให้รับจดทะเบียน
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ และการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับผู้ตายเป็นโมฆะ กับให้จำเลยที่ 5 เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสและให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

          จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย และการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสำอาง  ผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เคยอยู่กินกับนางมยุรี  โดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายและเกิดบุตรด้วยกัน 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางมยุรีจดทะเบียนหย่ากัน โดยบันทึกด้านหลังทะเบียนหย่าว่าให้ฝ่ายชายคือจำเลยที่ 1 เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สองซึ่งคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครั้นปี 2509 จำเลยที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญในการจดทะเบียนสมรส แม้จะปรากฏลายมือชื่อของผู้ตายในบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรส แต่บันทึกดังกล่าวก็หาใช่ทะเบียนการสมรสไม่ การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายย่อมไม่สมบูรณ์มีผลเป็นโมฆะ เห็นว่า แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย จ.5 ในช่องรายการลำดับที่ 11 ซึ่งระบุว่าลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนจะปรากฏแต่เฉพาะลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรส โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวลงวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการจดทะเบียนสมรส แสดงว่าบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสนายทะเบียนได้ทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงกับทำให้การจดทะเบียนสมรสนั้นไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เยาว์เป็นบุญธรรม นางมยุรีซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย ส่วนบันทึกท้ายทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางมยุรีเป็นแต่เพียงตกลงให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือไม่ได้ว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ลำพัง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจให้ยินยอมแต่เพียงผู้เดียวได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1583 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่าถ้าผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับผู้นั้นเป็นบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 22 แล้วจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่า คำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2509 จำเลยที่ 1 กับนางมยุรีซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่ โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนางมยุรีรับเลี้ยงบุตรคนเล็ก ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2509 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2512 ผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีบันทึกหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า ฝ่ายผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมเกิดจากนางมยุรีซึ่งได้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว และได้มีบันทึกหลังทะเบียนหย่ากัน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 บิดาจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้ความยินยอมและยื่นคำร้องแทนได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้แต่เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมเพียงผู้เดียวก็ด้วยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่าดังกล่าวมิได้ถือได้ว่านางมยุรีตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลานานถึง 29 ปี นางมยุรีก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรมแต่อย่างไร นอกจากนี้นางมยุรียังได้ทำหนังสือยืนยันการให้ความยินยอมว่า นางมยุรีได้ทราบเรื่องการรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและได้ให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เหตุที่มิได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะว่าขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 นางมยุรีได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวด้วย การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายชอบแล้วไม่ขอคัดค้านตามเอกสารหมาย ล.17 อีกทั้งนางมยุรีได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 เพื่อร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในฐานะจำเลยร่วม โดยยืนยันว่า การจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมชอบแล้วแต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวฟังได้ว่านางมยุรีได้ยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว เมื่อได้ความดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1856 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) และถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (1) ตามมาตรา 1629 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (3) จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่เป็นทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพราะไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับมรดกของผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
          พิพากษายืน
 
 
( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )
 
 

 




บรรพ 5 ครอบครัว

มีชื่อในสูติบัตรว่าเป็นบิดายังไม่เพียงพอ
คดีครอบครัวและมรดกของผู้นับถือศาสนาอิสลามสี่จังหวัด
รางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล สินสมรสหรือสินส่วนตัว
เรียกค่าทดแทนจากภริยานอกกฎหมาย
มอบสัญญาเงินกู้เป็นของหมั้น สัญญาจะให้ทรัพย์สินเป็นของหมั้น
ไม่มีเจตนาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เงินที่มอบให้ไม่ใช่ของหมั้นและสินสอด
แต่งงานแล้วหญิงไม่ยอมร่วมหลับนอน
สินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย
การสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1458 เป็นโมฆะ
การแบ่งสินสมรสตามกฎหมายเดิม



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ติดต่อทนายความลีนนท์ lawyerleenont.com 085 960 4258 , เบอร์สำนักงาน 02 984 4258 แฟกซ์ 02 984 45204 สถานที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ถนนประชาชื่น ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 สำหรับแผนที่การเดินทางคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ