Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




พรากผู้เยาว์เพื่อหากำไร,ความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม

จำเลยชักชวนผู้เยาว์ทั้งสามให้ไปทำงานบ้านที่บ้านจำเลยแต่จำเลยกลับให้ผู้เยาว์ทั้งสามไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลเพื่อหากำไร แม้จำเลยชักชวนผู้เยาว์เพียงครั้งเดียวในคราวเดียวกันแต่กระทำต่อผู้เยาว์สามคนและบิดามารดาแต่ละรายโดยเฉพาะจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน
  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5620/2552

          บิดามารดาของเด็กทั้งสามมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ บิดามารดาของเด็กทั้งสามก็ตามหาและแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ การที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม

          ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ.มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 317, 341, 343 และริบของกลาง

          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กชายชัยรัตน์ อายุประมาณ 8 ปี เด็กชายอำนวย อายุ 14 ปีเศษ และเด็กชายอาวุธ อายุ 12 ปี อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรหรือไม่ และการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน

          ปัญหาประการแรกมีว่า เด็กชายชัยรัตน์ เด็กชายอำนวย และเด็กชายอาวุธ เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ที่บิดามารดาทอดทิ้งไม่ปกครองดูแลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จริงตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายระพิน บิดาของเด็กชายชัยรัตน์ และนางเล็ก มารดาของเด็กชายอำนวยและเป็นป้าของเด็กชายอาวุธ มาเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามพักอาศัยอยู่กับพยาน ในวันเกิดเหตุเด็กทั้งสามคนออกไปเที่ยวเตร่ตามประสาเด็ก ต่อมาตอนเย็นเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ นายระพินก็ได้ออกติดตามตามบ้านเพื่อนเด็กทั้งสามคนแต่ก็ไม่พบ เพียงแต่ทราบว่าเด็กทั้งสามคนถูกคนหลอกให้ขึ้นรถไปแต่ไม่ทราบว่าไปที่ใด นายระพินก็เที่ยวถามหาตามบ้านเพื่อนของเด็กชายชัยรัตน์ ส่วนนางเล็ก ก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นว่าเด็กชายอำนวยหายไปพร้อมกับเด็กชายอาวุธลูกของนางนิดน้องสาวตนซึ่งฐานะยากจนจึงฝากลูกไว้กับตน ตามบันทึกคำให้การของนางนิด หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน เด็กทั้งสามคนกลับมาที่บ้าน และเล่าให้บิดามารดาฟังว่าขณะจำเลยทั้งสองหลอกว่าจะพาไปทำงานบ้านจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกตระเวณเรี่ยไรแจกซองทอดผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ จึงพากันหนีกลับบ้าน เมื่อทราบเช่นนั้นนายระพิน นางเล็กและนางนิดจึงได้พาเด็กทั้งสามคนเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ข้อหาพรากผู้เยาว์ ย่อมแสดงว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามยังมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแลใช้อำนาจปกครองอยู่และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงไม่ใช่เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง บิดามารดาของเด็กทั้งสามคนมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่ก็ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และการที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองพาเด็กทั้งสามคนไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาไปแจกซองผ้าป่าเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาเงินบริจาคสร้างหอระฆังให้แก่สำนักสงฆ์เขาพานทอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นคนจัดการเงินที่รับบริจาคมาเอง แต่ต้องนำเงินส่งให้สำนักสงฆ์เขาพานทองเดือนละ 6,000 บาท แต่ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองกลับเบิกความว่า ไม่ได้จ่ายเงินให้สำนักสงฆ์ดังกล่าวเดือนละ 6,000 บาท ทุกเดือน ตามที่ให้การไว้ แต่หลวงพ่อวอน ซึ่งเป็นพระเจ้าสำนักสงฆ์ดังกล่าวเป็นคนนำซองผ้าป่าให้จำเลยทั้งสองพาพระและเณรไปแจกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน โดยเงินที่ชาวบ้านบริจาคจะใส่ลงในตู้รับบริจาคที่มอบให้นำติดรถไปด้วย โดยใส่กุญแจตู้ไว้ ส่วนลูกกุญแจหลวงพ่อวอนจะเก็บรักษาไว้ พอตกเย็นจำเลยทั้งสองก็จะนำตู้รับบริจาคมาส่งมอบคืนแก่หลวงพ่อวอนไปจัดการเอง โดยแต่ละวันที่จำเลยทั้งสองพาพระและเณรออกไปแจกซองผ้าป่า หลวงพ่อวอนจะจ่ายค่าน้ำมันรถให้จำเลยทั้งสอง 300 บาท และค่าอาหารอีก 200 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นใดจากเงินที่รับบริจาคมา โดยจำเลยทั้งสองได้อ้างพระสมศักดิ์ มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การเช่นนั้น ทั้งไม่ได้อ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพิ่งจะมาอ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานเพื่อกลับคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่นำหลวงพ่อวอน มาเบิกความยืนยันสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพโดยให้การรายละเอียดตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ถูกต้องตามความสัตย์จริงและด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาและใช้ยันแก่จำเลยทั้งสองได้ในชั้นพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเด็กทั้งสามคนแต่งกายเป็นสามเณรออกเที่ยวแจกซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน อันเป็นการใช้เด็กทั้งสามคนและศาสนาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพของจำเลยทั้งสอง ทำให้ศาสนาต้องมัวหมองและเป็นที่เสื่อมศรัทธาแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

          ปัญหาประการต่อไปมีว่า การกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวเพราะกระทำในครั้งเดียวคราวเดียวกัน หรือเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามคนไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองรวม 3 กระทงจึงชอบแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
          พิพากษายืน.
( ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล - ไพโรจน์ วายุภาพ - วิรุฬห์ แสงเทียน )
ศาลจังหวัดชัยนาท - นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ป.อ. มาตรา 91, 317




ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง

ใส่ความโจทก์โดยร้องเรียนต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความ
ให้ใช้บ้านข่มขืนผิด "พรากผู้เยาว์" หรือไม่?
พรากผู้เยาว์จากผู้ปกครองและผู้ดูแล
หมิ่นประมาทอายุความสามเดือน



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ติดต่อทนายความลีนนท์ lawyerleenont.com 085 960 4258 , 084 130 2058 เบอร์สำนักงาน 02 984 4258 แฟกซ์ 02 984 45204 สถานที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ถนนประชาชื่น ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 สำหรับแผนที่การเดินทางคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ