ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




ทนายความละเมิดอำนาจศาล article

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (4) ID line  :

  (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw

-Line Official Account : เพิ่มเพื่อนด้วย  QR CODE

ทนายความละเมิดอำนาจศาล-ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลผิดฐานละเมิดอำนาจศาล        

ผู้เสียหายมาศาลแล้วเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก แต่ผู้ใหญ่บ้านโดยความรู้เห็นของ ทนาย ความ จำเลยและพี่ชายจำเลยพาผู้เสียหายกลับบ้านโดยไม่ให้ผู้เสียหายเบิกความต่อศาลการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลผิดฐานละเมิดอำนาจศาล 

             คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1447/2551

          ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 (ผู้ใหญ่บ้าน) รับผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับจากศาลโดยทราบดีว่าผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก โดยไม่ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก จึงเป็นการร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล อันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

          ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3(ทนายความจำเลย) ที่ว่า สถานที่ที่เกิดเหตุมิใช่บริเวณศาลเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในภายหลังซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพผิดของผู้ถูกกล่าวที่ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา

          ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3(ทนายความจำเลย)ที่ว่า องค์คณะของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีเป็นรายชื่อผู้พิพากษาคนละองค์คณะกัน เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

          ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4(ผู้ใหญ่บ้าน) ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 (พี่ชายจำเลย)และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 (ทนายความของจำเลย)กระทำการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลด้วยการพาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งมาศาลในวันนัดตามหมายเรียกแล้วกลับบ้าน เพื่อมิให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความเป็นพยานต่อศาล โดยมีเจตนาเพื่อจะช่วยให้จำเลยไม่ต้องรับโทษ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่มีลักษณะเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเรื่องมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่วหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ ไปพร้อมกัน

 
          คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยข้อหาพรากเด็กหญิง..... ผู้กล่าวหาที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไปจากนางดวงใจผู้กล่าวหาที่ 1 มารดาผู้กล่าวหาที่ 2 และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 โดยผู้กล่าวหาที่ 2 ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317

          ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานได้รับหมายเรียกของศาลชั้นต้นแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลชั้นต้นทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้กล่าวหาทั้งสองได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้น และนำตัวผู้กล่าวหาทั้งสองมาส่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า ผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลทุกนัด แต่ในนัดแรกผู้ถูกกล่วหาที่ 4 ได้พาผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจำเลยไม่มาศาลไม่ต้องไปเป็นพยาน ส่วนนัดที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปพบผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจะประสานงานกับศาลชั้นต้นและพนักงานอัยการเอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หมายเรียกผู้กล่าวหาทั้งสี่มาสอบคำให้การและดำเนินการต่อไป

          ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน ให้ยกข้อกล่าวหาสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1

          ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

          ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ขอแถลงการณ์ด้วยปากนั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยหรือไม่เพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ยังฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าในวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับบ้านนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้กระทำไปโดยไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองต้องมาเป็นพยานศาล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ไม่มีเจตนาขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ในข้อนี้แม้ว่าตามคำเบิกความของผู้กล่าวหาทั้งสองในชั้นไต่สวนจะยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ทราบหรือไม่ว่าวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลตามหมายเรียกพยานของศาลก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ผู้กล่าวหาทั้งสองให้การต่อศาลทั้งในชั้นต้นที่ถูกจับกุมตัวมาศาลเนื่องจากขัดขืนไม่มาศาลตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หรือในชั้นไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2545 นั้น ล้วนได้ความตรงกันในสาระสำคัญว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยในข้อหาพรากผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้กล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 นั้น ผู้กล่าวหาทั้งสองต่างไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว เนื่องจากผู้กล่าวหาที่ 1 ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท จากฝ่ายจำเลยแล้วซึ่งเจือสมกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 ของผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ยอมรับว่าตนเป็นผู้ติดต่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นทนายแก้ต่างให้จำเลย และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่การต่อสู้คดีของจำเลยว่าให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้กล่าวหาที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสกัน แล้วให้จำเลยมารับสารภาพต่อศาล ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางเช่นนี้ แม้จำเลยมีความผิดแต่ก็ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย และสอดคล้องกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่าตนได้จัดทำคำร้องขออนุญาตสมรส ใบแต่งทนายความ หนังสือยินยอมให้สมรสของมารดาและหนังสือรับรองของผู้จะจัดการสมรสให้เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำไปให้ผู้กล่าวหาทั้งสองลงชื่อด้วยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 แต่ศาลฎีกาได้ตรวจเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 ทุกฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงข้อความที่พิมพ์เตรียมไว้เพื่อจะยื่นคำร้องต่อศาลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีเอกสารฉบับใดที่ผู้กล่าวหาทั้งสองได้ลงชื่อไว้แล้วยิ่งกว่านั้น ข้อเท็จจริงยังได้ความตามคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2544 ของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2545 อันเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2545 ที่ศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ด้วยว่า ผู้กล่าวหาที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ว่าจำเลยมีภริยาแล้ว คนแรกชื่อนางน้อย ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งได้เลิกรากันแล้ว คนที่สองชื่อนางสุรีย์ ไม่ทราบนามสกุล ปัจจุบันยังอยู่กินด้วยกัน ไม่ทราบว่าจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ จำเลยมีบุตรกับนางน้อย 2 คน เป็นชายหนึ่งคน และเป็นหญิงหนึ่งคน แต่ไม่มีบุตรกับนางสุรีย์ กับเบิกความอีกตอนหนึ่งตอบศาลถามว่า ในวันที่ 13 กันยายน 2543 ที่ผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวมาบอกแก่พยานว่า จำเลยจะรับผิดชอบและจะแต่งงานกับผู้กล่าวหาที่ 2 นั้น พยานบอกแก่ผู้กล่าวหาที่ 2 ว่า อย่าแต่งงานกับจำเลยเพราะจำเลยมีลูกมีเมียแล้ว ดังนี้ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ดังที่ได้วินิจฉัยมา เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 แล้ว แม้ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่กล่าวอ้างว่า ฝ่ายจำเลยจะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตให้จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับผู้กล่าวหาที่ 2 จะมีข้อเท็จจริงขัดแย้งกับหลักการของกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากศาลไม่อาจอนุญาตให้ชายที่ภริยาและบุตรแล้วทำการสมรสซ้อนได้ จึงเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลมีพิรุธไม่น่าเชื่อก็ตาม แต่การที่ผู้กล่าวหาที่ 1 ยอมรับว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยเป็นเงิน 40,000 บาท แล้ว แต่ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเมื่อฝ่ายจำเลยไม่อาจใช้แนวทางการขออนุญาตศาลให้จำเลยกับผู้กล่าวหาที่ 2 จดทะเบียนสมรสกันเพื่อที่จำเลยจะได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย เนื่องจากมีข้อติดขัดตรงที่จำเลยมีภริยาและบุตรแล้วหนทางออกของจำเลยจึงคงมีอยู่เพียงทางเดียวก็คือ ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองหลีกเลี่ยงการมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลตามหมายเรียกนั่นเอง และในประการสำคัญคือ ตามบันทึกคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2545 ผู้กล่าหาที่ 1 เบิกความต่อศาลด้วยว่า หลังจากผู้กล่าวหาที่ 2 กลับมาบ้านได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ฝ่ายจำเลยตกลงให้เงินผู้กล่าวหาที่ 1 จำนวน 40,000 บาท ผู้กล่าวหาที่ 1 ถามว่าเมื่อชดใช้ค่าเสียหายแล้ว เรื่องตำรวจจะทำอย่างไร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยบอกว่าจะจัดการเองและผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ให้ผู้กล่าวหาที่ 1 ไปรับเงินค่าเสียหายที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เมื่อผู้กล่าวหาที่ 1 ได้รับเงินแล้วก็ไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีกต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ในฐานะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยและได้มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายระหว่างผู้กล่าวหาทั้งสองและฝ่ายจำเลยตลอดมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านตามคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และเอกสารประกอบท้ายฎีกาแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ในการที่จะดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้จำเลยไม่ต้องรับโทษในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ในวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่ผู้กล่าวหาที่ 4 รับผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับจากศาลนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ทราบดีว่าผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 กลับพาผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน โดยไม่ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จึงเป็นการร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลอันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

          สำหรับฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ฎีกาคัดค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตอาคารบริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นร้านขายกาแฟและอาหารต่างๆ ที่มีประชาชนเข้าออกใช้บริการตลอดเวลา ซึ่งเป็นร้านที่รวมของที่ตั้งหน่วยงานราชการอื่นๆ ของจังหวัดด้วย อันเป็นฎีกาในทำนองโต้แย้งว่า สถานที่ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 เจรจาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้านโดยไม่ต้องเบิกความต่อศาลตามนัดนั้นมิใช่บริเวณศาล เพื่อต่อสู้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เพิ่งหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในภายหลัง ซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพผิดของผู้กล่าวหาที่ 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งต้องห้ามมิให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

          ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฎีกาอ้างว่า องค์คณะของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีเป็นรายชื่อผู้พิพากษาคนละองค์คณะกันนั้น ประเด็นข้อนี้เห็นว่า การที่ลายมือชื่อองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของผู้พิพากษาบางรายชื่อไม่ตรงกันนั้น ข้อเท็จจริงเกิดจากกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ทำให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในคดีไม่อาจทำคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีนั้นต่อไปได้ อันเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาต้องใช้อำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 30 ประกอบมาตรา 29 (3) ตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะแทนก็ได้ ดังนั้น ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่ และถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้ถูกล่าวหาที่ 3 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้เช่นกัน

          เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นแรกได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลยกระทำการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลด้วยการพาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งมาศาลในวันนัดตามหมายเรียกแล้วกลับบ้าน เพื่อมิให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความเป็นพยานต่อศาลตามหมายเรียก โดยมีเจตนาเพื่อจะช่วยให้จำเลยไม่ต้องรับโทษทางอาญาเช่นนี้ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่มีลักษณะเป็นเหตุในลักษณะคดี ซึ่งสมควรที่จะได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ ไปพร้อมกันในประเด็นเดียวกัน ซึ่งประเด็นข้อนี้เห็นว่า แม้โดยปกติการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามในกรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ล่วงล้ำต่ออำนาจของศาลในการพิจารณาคดี เพราะทำให้ศาลไม่อาจควบคุมการพิจารณาคดีโดยต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลมิให้เสร็จไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรมด้วย ซึ่งสมควรที่จะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวอย่างเด็ดขาดดังที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพคนละ 3 เดือน และจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ที่ให้การปฏิเสธมีกำหนด 6 เดือน ก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกระทำผิดเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นพี่ชายของจำเลย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นทนายความของจำเลย สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 แม้มิใช่เป็นญาติเกี่ยวข้องกับจำเลยโดยตรง แต่ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านในเขตท้องที่ที่ผู้กล่าวหาทั้งสองเป็นลูกบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับประวัติการทำคุณงามความดีดังที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 กล่าวอ้างและแนบเอกสารประกอบท้ายคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาแล้ว มีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือในลักษณะการพยายามไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของลูกบ้านในฐานะที่ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านมากกว่าที่จะกระทำเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นอีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างก็เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก และไม่เคยต้องโทษอาญาใดๆ มาก่อน ในประการสำคัญที่สุดคือ ความผิดที่จำเลยกระทำก็มิใช่ความผิดร้ายแรง เพราะผู้กล่าวหาที่ 2 สมัครใจยินยอมร่วมประเวณีกับจำเลยด้วย เมื่อผู้กล่าวหาทั้งสองต่างยืนยันว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท จนผู้กล่าวหาทั้งสองไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาเมื่อพิจารณาประกอบเหตุส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่แต่ละคนต่างก็มีเกียรติประวัติในด้านการทำคุณงามความดีและอุทิศตนกับเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมมาโดยตลอด อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาทุกคนดังกล่าวต่างมีบุคคลในครอบครัวที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูด้วย การจำคุกผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนไปเสียทีเดียวโดยเป็นโทษจำคุกระยะสั้นเพียง 3 เดือน และ 6 เดือน เช่นนี้ นอกจากจะไม่มีผลในการแก้ไขฟื้นฟูพฤติการณ์ของผู้ถูกล่าวหาตามหลักวิชาอาชญาวิทยาแล้ว ยังมีแต่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปได้ อีกทั้งจะพลอยทำให้คนในครอบครัวของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนต้องทุกข์ยากเดือดร้อนในเคราะห์กรรมของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนไปด้วย การรอการลงโทษและคุมความประพฤติผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวไว้น่าจะเป็นประโยชน์และเกิดผลดีแก่สังคมส่วนรวมมากกว่า แต่เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับผู้ถูกกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้ด้วย ฎีกาในข้อนี้ฟังขึ้น”

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อีกสถานหนึ่ง โดยปรับคนละ 500 บาท และไม่ลดโทษปรับให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพต่อศาล กับให้รอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้คนละ 3 ปี และให้คุมความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนฟังโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนดังกล่าวไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือน ต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติไว้นั้น ให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนดังกล่าวละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองนี้อีก และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง หากผู้ถูกกล่าวหาใดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

( ธานิศ เกศวพิทักษ์ - บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย - เฉลิมชัย ตันตยานนท์ )           

 

รับซื้อฝากที่ดินโดยไม่สุจริต- เพิกถอนนิติกรรม
สามีภริยาได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส การที่ภริยาทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับซื้อฝาก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามีซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อผู้รับซื้อฝากรับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่สุจริต สามีจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างภริยา กับผู้รับซื้อฝากได้ทั้งหมด


ห้ามทำการเป็นทนายความ  นักโทษด้วยกันเรียงอุทธรณ์ให้
ถ้าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะทำฟ้องอุทธรณ์ด้วยตนเอง นำมายื่นต่อศาลย่อมทำได้ไม่มีอะไรห้าม การที่จำเลยให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำทำแทนให้ และลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นการให้เห็นได้อยู่ในตัวตามถ้อยคำ กล่าวคือว่าอุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าวมีผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง" นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33


สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ | สัญญาระหว่างสมรส
เมื่อคู่สมรสตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าสามียกที่ดิน 1 แปลงให้ภริยา บันทึกครั้งหลังมิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันหรือสัญญาระหว่างสมรส ซึ่งคู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

ขณะสู่ขอไม่มีการตกลงเรื่องจดทะเบียนสมรส
แจ้งความว่าหญิงคู่หมั้นหลอกลวงไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วย จัดงานแต่งใหญ่โต คู่หมั้นมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว การเลิกราเป็นที่อับอายแก่หญิงมากกว่า เวลาไปสู่ขอก็ไม่ได้ตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนสมรสกันเมื่อใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของหญิงคู่หมั้น เพราะคู่หมั้นไม่ได้ถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาเท่านั้น ชายจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและเรียกสินสอดและของหมั้นคืนได้

 

ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
การใช้ทางแบบคุ้นเคยกันในลักษณะเพื่อนบ้านที่ต่างพื่งพาอาศัยกันและเป็นการได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินแล้วแม้จะได้นำดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทตลอดมาทุกปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากใครก็ตาม ก็เป็นการกระทำเพื่อความสะดวกของผู้ใช้ทางเท่านั้น พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการถือวิสาสะในการใช้ทางไม่ใช่เป็นการแสดงเจตนาที่จะใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์ แม้จะได้ใช้ทางมานานเกิน 10 ปี ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของตนได้


ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
เจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินได้กันทางเดินพิพาทไว้เป็นทางเข้าออกสำหรับตึกแถวที่แบ่งขายในการก่อสร้างตึกแถวเจ้าของโครงการได้ก่อสร้างตึกแถวทำกันสาดปูนซิเมนต์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงที่เป็นทางเดินยื่นออกไป 1.5 เมตรต่อมาเจ้าของโครงการถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย โจทก์ในคดีนี้ซื้อที่ดินทางเดินจากการขายทอดตลาดและฟ้องขับไล่ผู้ซื้อตึกแถวศาลฎีกาเห็นว่าทางเดินตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรโดยผลของกฎหมายแล้วรวมถึงกันสาดที่ยื่นออกไปด้วย


การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ
การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ถือเอาระยะเวลาครอบครองของฝ่ายผู้ครอบครองที่ต้องครอบครองติดต่อกัน ไม่ต้องพิจารณาถึงตัวเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกครอบครองว่าจะได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นหรือไม่ และไม่จำต้องถือเอาทางฝ่ายเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แต่ละคนที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นเกณฑ์ในการเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวเจ้าของหากบุคคลภายนอกรับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต

 

ปรึกษากฎหมาย  ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  พงษ์ศิริสุวรรณ  โทร. 0859604258    *   www.peesirilaw.com  *  สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 




ทั่วไป

ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะ
อัตราโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทเกินอำนาจศาลแขวงพิจารณาพิพากษา
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
กฎหมายเดิมยกเลิกไปแล้วลงโทษได้หรือไม่?
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
เรียกโฉนดที่ดินคืนจากเจ้าหนี้เงินกู้ยืม
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้
เช็คที่มีผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญ-แก้ไขวันที่
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง ทางศาลแรงงาน หรือพนักงานตรวจแรงงาน
การฟ้องคดีล้มละลาย ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
การยื่นฎีกาเกี่ยวกับคดียาเสพติด
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว
ผู้ใหญ่บ้านถูกจับยาเสพติดมีโทษจำคุก 3 เท่า
เมาแล้วขับจำคุก 3 ปี โจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วน
ความผิดทางอาญาในการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่น
อายัดเงินฝากในบัญชี หลักประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว
ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง
อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 8 เดือนได้หรือไม่?
หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกันสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
คำสั่งรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบ
ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้
ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลยกฟ้อง
ความผิดยาเสพติดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ
ร้านอินเทอร์เน็ตและเกมส์ลงเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ในคอมพิวเตอร์
ร้านอาหารตามสั่งเปิดแผ่นวีซีดีแพลงให้ลูกค้าฟัง
คำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ | เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
นิติบุคคลเชิดกรรมการเป็นตัวแทนทำหนังสือมอบอำนาจไม่ประทับตราสำคัญ
เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินสินสมรส
คำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทิน กับการเพิ่มโทษจำเลย
การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด
ร้านอาหารเปิดเพลงMP3ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
ลูกจ้างได้รับประโยชน์ไม่เป็นการที่ต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ article
ฟ้องบุคคลล้มละลายเป็นคดีแพ่ง article
สามีภริยาจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษี article
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
พรบ- ล้างมลทินไม่อาจมีผลย้อนหลังได้
ร้องสภาทนายความจัดระเบียบ-ทนายความทวงหนี้
หนี้ที่ต้องห้ามเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้
สืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม
อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน
สืบค้นกฎหมาย