ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
bulletการใช้กฎหมายอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
dot
Newsletter

dot




ขาดเจตนาใช้ตัวเงินปลอม(เช็ค)

ขาดเจตนาใช้ตัวเงินปลอม(เช็ค)

 จำเลยได้รับเช็คมาจากผู้อื่นนำไปเข้าบัญชีของตนเองเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค โดยไม่ทราบเช็คดังกล่าวเป็นเช็คปลอม การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจึงถือว่าขาดเจตนาในการใช้เช็คปลอมจึงไม่มีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1761/2552

   ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความตอนใดโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมตั๋วเงิน เพราะข้อความในฎีกาของโจทก์ล้วนแต่ยกเหตุผลโต้แย้งว่าจำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แต่มีข้อความตอนท้ายฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงิน ฎีกาของโจทก์ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

          จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินแทนนางยุพาโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) และมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 335, 83, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเช็ค 2 ฉบับ ราคา 10 บาท แก่ผู้เสียหาย

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ระหว่างพิจารณา บริษัทลีลานันท์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2542 นายสมยศกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ร่วมรับทราบว่ามีผู้ลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมไปหลายฉบับ และมีผู้นำเช็คดังกล่าวส่วนหนึ่งจำนวน 2 ฉบับ ไปกรอกข้อความสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ร่วมจำนวน 100,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยลงลายมือชื่อนายสมยศอันเป็นลายมือชื่อปลอมและประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมอันเป็นตราประทับอันแท้จริง แล้วจำเลยได้นำเช็คทั้งสองฉบับนี้ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางจาก เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คได้จ่ายเงินตามเช็คฉบับที่สั่งจ่ายเงิน 100,000 บาท ไปแล้ว ส่วนเช็คอีกฉบับหนึ่งซึ่งสั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาทนั้น ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายโดยให้เหตุผลว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้

          คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้ร่วมทำปลอมโดยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อปลอมของนายสมยศลงในเช็ค อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายมือของผู้เขียนข้อความในเช็คก็น่าจะเป็นลายมือของบุคคลอื่น มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยด้วย และสรุปผลแห่งคำวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามฟ้อง แต่ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความตอนใดโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้เลย เพราะข้อความในฎีกาข้อ 2 ของโจทก์นั้น ล้วนแต่ฎีกาคัดค้านว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมเท่านั้น การที่โจทก์เพียงแต่ยกเหตุผลโต้แย้งคัดค้านในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แต่กลับมีข้อความตอนท้ายฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินด้วย เช่นนี้ ถือได้ว่าฎีกาของโจทก์ในประเด็นข้อหาความผิดฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินตามฟ้อง เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

        คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องโจทก์หรือไม่เท่านั้น ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมกับพยานหลักฐานของจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า คดีมีพฤติการณ์ส่อแสดงไปในลักษณะว่าจำเลยไม่ทราบว่าเช็คทั้งสองฉบับที่จำเลยนำไปเรียกเก็บเงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้โดยละเอียดประกอบชอบด้วยเหตุผลทุกประการ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์ยังฟังข้อเท็จจริงโดยเชื่อว่า จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมไปเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินแทนให้แก่นางยุพาโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (4) และมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน




ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง

ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม