ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (4) ID line  :

  (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw

-Line Official Account : เพิ่มเพื่อนด้วย  QR CODE

QR CODE 

ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

คดีนี้ ทายาทของผู้ประกันตนยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคม เรียกขอรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีถึงแก่ความตายเป็นเงิน 30,000 บาท แต่สำนักงานประกันสังคมอ้างว่าผู้ตายส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือนก่อนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง จึงไม่อาจเป็นผู้ประกันตนต่อไป ตามมาตรา 39 ได้ การที่สำนักงานประกันสังคมอนุมัติให้ผู้ตายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้สำนักงานประกันสังคมได้รับเงินสมทบของผู้ตายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ถึง ปี พ.ศ. 2548 ก็เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงต้องคืนเงินสมทบเต็มจำนวนให้ทายาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2562/2552

          อ. เป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเพียง 9 เดือน ก่อนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ทำให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) อ. จึงไม่อาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 การที่สำนักงานประกันสังคมอนุมัติให้ อ. เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรับเงินสมทบที่ อ. นำส่งตามมาตรา 39 จึงเป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ สำนักงานประกันสังคมจึงต้องคืนเงินสมทบเต็มจำนวนให้ทายาทของ อ. โดยไม่มีสิทธิหักเงินที่สำนักงานประกันสังคมเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของ อ. ในฐานะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ออกจากเงินสมทบดังกล่าว

มาตรา 38  ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น
                    (1) ตาย
                    (2) สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
                    *ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตาม (2) ได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามบทบัญญัติในลักษณะ 3 แล้ว ให้ผู้นั้นมีสิทธิตามบทบัญญัติใน
หมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ต่อไปอีกหกเดือนนับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างหรือตามระยะเวลาที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันสิ้นสภาพ
การเป็นลูกจ้าง
  มาตรา 39* ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลง ตามมาตรา 38(2) ถ้าผู้นั้น
ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
                    จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งต้องส่งเข้ากองทุนตามมาตรา 46 วรรคสอง ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง  ทั้งนี้
โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย
                    ให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้ง ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป
                    ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งซึ่งไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคสาม ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้
นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวัน หรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
 
          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนางสะอาด ผู้ประกันตน ซึ่งได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ต่อมานางสะอาดออกจากงานจึงสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2548 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2548 นางสะอาดถึงแก่ความตาย โจทก์ขอรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีถึงแก่ความตายเป็นเงิน 30,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่านางสะอาดส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมีคำสั่งให้คืนเงินสมทบที่เก็บมาเฉพาะกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทของผู้ประกันตนซึ่งไม่เต็มจำนวนจากที่นางสะอาดได้ส่งเป็นเงินสมทบ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1768/2548 และให้จำเลยคืนเงินสมทบในส่วนที่ส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 พร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยให้การว่า นางสะอาด เคยส่งเงินสมทบในฐานะผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 เพียง 9 เดือน ไม่ครบ 12 เดือน ตามเงื่อนไขที่มาตรา 39 กำหนด และได้ถึงแก่ความตายเกินกว่าหกเดือนหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 จึงไม่ได้รับสิทธิตามมาตรา 38 วรรคสอง ส่วนเงินสมทบที่นางสะอาดนำส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 นางสะอาดไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งแต่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยจึงได้พิจารณาคืนเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทของนางสะอาดตามแนวปฏิบัติซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นางสะอาด เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการร่วมค้า ที ซี เค ที (ที่ถูก บีซีเคที) และส่งเงินสมทบเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว นางสะอาดได้ยื่นแบบแสดงความจำนงขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุรินทร์ได้อนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 นางสะอาดได้ส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 มาโดยตลอดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 เป็นเงินทั้งสิ้น 24,030 บาท ต่อมานางสะอาดถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางสะอาดและเป็นผู้จัดการศพได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย จำเลยได้ตรวจสอบฐานข้อมูลเงินสมทบแล้วเห็นว่า นางสะอาดไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงมีคำสั่งประโยชน์ทดแทนว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทำศพ แต่เห็นควรให้คืนเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทเป็นเงิน 16,920.48 บาท จำเลยได้เหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลสุรินทร์ปีละ 1,100 บาท เป็นเวลา 7 ปี เป็นเงิน 7,700 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับเงินสมทบไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการทำให้นางสะอาดเสียเปรียบซึ่งเป็นลาภมิควรได้จึงต้องคืนเงินสมทบเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่มีสิทธิหักเงิน 7,700 บาท ที่จำเลยเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลสุรินทร์ เนื่องจากจำเลยรับเงินสมทบไว้โดยไม่สุจริต พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 29,858.27 บาท พร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า “คงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจำนวน 7,700 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โรงพยาบาลตามสิทธิเพื่อคุ้มครองสิทธิของนางสะอาดในฐานะผู้ประกันตนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) ถ้าผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน” ดังนั้นเมื่อนางสะอาดซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเพียง 9 เดือน ก่อนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง อันทำให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) นางสะอาดจึงไม่อาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ การที่จำเลยอนุมัติให้นางสะอาดเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิรับเงินสมทบที่นางสะอาดนำส่งตามมาตรา 39 วรรคสาม การที่จำเลยรับเงินสมทบดังกล่าวไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ซึ่งจำเลยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จำเลยจึงมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลผู้ที่ประสงค์จะเข้าเป็นผู้ประกันตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่บุคคลนั้นแสดงความประสงค์ขอเข้าเป็นผู้ประกันตน มิใช่อนุมัติให้ทันทีโดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนแล้วมาทำการตรวจสอบในภายหลังเมื่อมีการขอรับประโยชน์ทดแทนส่วนอื่นๆ การที่จำเลยละเลยหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ว่าด้วยเหตุที่อ้างว่าเพื่อความรวดเร็วให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทันทีในส่วนความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาล ย่อมเป็นการละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นการรับเงินสมทบดังกล่าวจากนางสะอาดไว้โดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่อาจหักค่าใช้จ่ายจำนวน 7,700 บาท ไว้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น”
          พิพากษายืน
 
( วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ - วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ - พีรพล พิชยวัฒน์ )
 
 

บุตรนอกกฎหมาย  สิทธิประกันสังคม
เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ถ้าภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ให้จ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้แก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงิน

บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นบุคคลล้มละลายที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาบุกรุกได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้ล้มละลายก็ไม่มีฐานะถึงขนาดจะตกเป็น

ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นการกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย การที่ผู้เช่าซื้อได้ครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ แม้ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนและกรรมสิทธิในรถยนต์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองและมีอำนาจใช้สอยรถยนต์ สิทธิครอบครองดังกล่าวนับว่าเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อในกรณีต้องคืน

หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
คดีนี้จำเลยฎีกาว่า ผู้เช่าซื้อไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากตามสัญญาเช่าซื้อห้ามไม่ให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่น ศาลฎีกาบอกว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อ จะถือว่าผู้เช่าซื้อร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลยไม่ได้ เมื่อขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7960/2551)

รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
การที่สามีไปมีเมียน้อยและภริยารู้แล้วมาฟ้องภายหลังเมื่อพ้น 1 ปี จะถือว่าสิทธิฟ้องหย่า หรือฟ้องเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายระงับไปหรือไม่? การที่สามีไปมีหญิงอื่นและอยู่กินฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นตลอดมาเกิน 1 ปีอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องนั้นหมายความว่าอย่างไร? พฤติการณ์ที่ศาลจะพิจารณาว่า ฝ่ายบิดา หรือ มารดา ควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองศาลพิจารณาจากประเด็นใดบ้าง?

เจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้
แม้ว่าเจ้าของรวมในบ้านพร้อมที่ดินมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกให้แบ่งกันได้ก็ตาม แต่การเรียกให้แบ่งก็ต้องเป็นเวลาที่เหมาะสม เจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ แล้วอย่างไรที่จะถือว่าไม่เป็นโอกาสอันควร ศาลยกตัวอย่างในคดีนี้ว่า ที่ดินแปลงพิพาทโจทก์ฟ้องขอให้แบ่ง จำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีโจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นว่า ได้เลิกกิจการไปแล้ว

การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมาย
การที่นายจ้างจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิแก่นายจ้างเรียกเอาเงินทดแทนที่จ่ายไปนั้นคืนจากผู้ทำละเมิดต่อลูกจ้าง ดังนั้นนายจ้างจึงไม่อาจอ้างการรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายไปคืนได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2554) การรับช่วงสิทธิจะมีได้จึงต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้รับช่วงสิทธิได้

สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ | สัญญาระหว่างสมรส
เมื่อคู่สมรสตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าสามียกที่ดิน 1 แปลงให้ภริยา บันทึกครั้งหลังมิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันหรือสัญญาระหว่างสมรส ซึ่งคู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน
 


ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ 0859604258  *  www.peesirilaw.com  *




ทั่วไป

ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะ
อัตราโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทเกินอำนาจศาลแขวงพิจารณาพิพากษา
กฎหมายเดิมยกเลิกไปแล้วลงโทษได้หรือไม่?
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
เรียกโฉนดที่ดินคืนจากเจ้าหนี้เงินกู้ยืม
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้
เช็คที่มีผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญ-แก้ไขวันที่
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง ทางศาลแรงงาน หรือพนักงานตรวจแรงงาน
การฟ้องคดีล้มละลาย ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
การยื่นฎีกาเกี่ยวกับคดียาเสพติด
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว
ผู้ใหญ่บ้านถูกจับยาเสพติดมีโทษจำคุก 3 เท่า
เมาแล้วขับจำคุก 3 ปี โจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วน
ความผิดทางอาญาในการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่น
อายัดเงินฝากในบัญชี หลักประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว
ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง
อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุก 8 เดือนได้หรือไม่?
หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกันสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
คำสั่งรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบ
ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้
ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลยกฟ้อง
ความผิดยาเสพติดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ
ร้านอินเทอร์เน็ตและเกมส์ลงเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ในคอมพิวเตอร์
ร้านอาหารตามสั่งเปิดแผ่นวีซีดีแพลงให้ลูกค้าฟัง
คำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ | เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
นิติบุคคลเชิดกรรมการเป็นตัวแทนทำหนังสือมอบอำนาจไม่ประทับตราสำคัญ
เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินสินสมรส
คำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทิน กับการเพิ่มโทษจำเลย
การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด
ร้านอาหารเปิดเพลงMP3ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
ลูกจ้างได้รับประโยชน์ไม่เป็นการที่ต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ article
ฟ้องบุคคลล้มละลายเป็นคดีแพ่ง article
ทนายความละเมิดอำนาจศาล article
สามีภริยาจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษี article
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
พรบ- ล้างมลทินไม่อาจมีผลย้อนหลังได้
ร้องสภาทนายความจัดระเบียบ-ทนายความทวงหนี้
หนี้ที่ต้องห้ามเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้
สืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอม
อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน
สืบค้นกฎหมาย