ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากัน

คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากัน
เมื่อคู่สมรสตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าสามียกที่ดิน 1 แปลงให้ภริยา บันทึกครั้งหลังมิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันหรือสัญญาระหว่างสมรส ซึ่งคู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการสุจริต การที่สามีในฐานะจำเลยในคดียื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอเลิกสัญญาถือเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่แล้ว สามีจึงมีสิทธิเรียกร้องที่ดินคืนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2497/2552

 
          เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แม้ภายหลังในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายจะมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลงจะยกให้โจทก์ บันทึกครั้งหลังนี้ก็มิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา      1466 แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันตามมาตรา 1469 ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการสุจริต การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอเลิกสัญญาถือเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่แล้ว จำเลยมีสิทธิเรียกร้องที่ดินคืนได้

มาตรา 1466  สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้นไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสและได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้

มาตรา 1469  สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาจำเลยทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ทั้งไม่ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และขู่ฆ่าโจทก์กับบิดามารดาโจทก์ ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

          จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นของจำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 คงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยมีสิทธิเรียกคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์หรือไม่

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยในส่วนขอเรียกทรัพย์คืน

          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์จดทะเบียนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์จำเลยแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภริยาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2547 จึงจดทะเบียนสมรสกัน โดยมีการทำบันทึกต่อท้ายทะเบียนสมรสไว้ 2 ครั้ง ครั้งแรกระบุว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายไม่เคยอยู่กินกันมาก่อนจดทะเบียนสมรสและไม่ประสงค์ให้มีการบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แล้วโจทก์ จำเลย พยานบุคคลสองคนและนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ ในวันเดียวกันนั้นเองมีการทำบันทึกเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2 ระบุว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอยู่กินกันมาก่อนจดทะเบียนสมรสประมาณ 7 เดือน ไม่มีบุตรด้วยกัน ทรัพย์สินก่อนสมรสมีที่ดิน 1 แปลง ตาม น.ส. 4 จ. เลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ 2 งาน 43 ตารางวา กรรมสิทธิ์ของจำเลยยินยอมยกให้โจทก์แล้วโจทก์ จำเลยและนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ตามทะเบียนสมรส วันที่ 6 กันยายน 2547 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้าน 1 หลัง ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินและโฉนดที่ดิน

          คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิเรียกคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่า เดิมจำเลยตกลงจะยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้เป็นค่าสินสอดในการมาสู่ขอแต่งงานกับโจทก์แต่ก็ไม่ยกให้ ต่อมาจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้ให้โจทก์อีกก่อนจดทะเบียนสมรสเพื่อเป็นหลักประกันว่าจำเลยจะปรับปรุงตัวเกี่ยวกับความประพฤติของจำเลยจึงได้ทำบันทึกว่าจำเลยยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ในวันจดทะเบียนเป็นสัญญาก่อนสมรสซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างโจทก์จำเลยก็น่าจะแจ้งให้นายทะเบียนทำบันทึกข้อความยกทรัพย์สินดังกล่าวให้กันแต่แรกที่มีการจดทะเบียน แต่ตามบันทึกครั้งแรกในทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 กลับมีข้อความระบุว่า เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก แสดงว่าขณะจดทะเบียนสมรสโจทก์ไม่ได้ขอให้บันทึกเรื่องที่อ้างว่าจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นางวัชราภรณ์หัวหน้างานทะเบียนทั่วไป ที่ว่าการอำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งเป็นผู้จัดทำบันทึกและลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนผู้จดทะเบียนสมรสดังกล่าวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าบันทึกท้ายทะเบียนสมรสครั้งแรกและบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 2 ไม่ได้ทำในเวลาเดียวกัน การจดทะเบียนสมรสเป็นอันสมบูรณ์ตั้งแต่มีการทำบันทึกครั้งแรกเสร็จเรียบร้อย โจทก์เบิกความว่า หลังจากทำบันทึกแผ่นแรกเสร็จแล้วต่อมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจึงทำบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ว่าจำเลยยินยอมยกที่ดิน 1 แปลง ให้โจทก์ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 ซึ่งมิได้ระบุถึงเรื่องบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด จนต่อมาหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วประมาณ 1 เดือน จำเลยจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินและโฉนดที่ดิน กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยตกลงยกที่ดินให้โจทก์ก่อนจดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์จำเลยเพิ่งมาแจ้งให้บันทึกเพิ่มเติมไว้ในภายหลังตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 การที่มาแจ้งว่ามีการตกลงกันภายหลังจากจดทะเบียนสมรสโดยให้บันทึกเพิ่มเติมว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลงยินยอมยกให้โจทก์เช่นนี้จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการตกลงกันไว้แล้วก่อนจดทะเบียนสมรส แต่การสมรสระหว่างโจทก์จำเลยเสร็จสมบูรณ์เมื่อจัดทำทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 แล้วเสร็จโดยไม่มีการจดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส เพราะโจทก์จำเลยแจ้งในขณะจดทะเบียนสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ดังนั้น เมื่อมีการตกลงกันหลังจากนั้นว่าจำเลยตกลงจะยกที่ดินให้โจทก์แล้วโจทก์จำเลยมาแจ้งนายทะเบียนให้ทำบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลง ยินยอมยกให้โจทก์ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการจดแจ้งข้อตกลงไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส บันทึกเพิ่มเติมดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาก่อนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 ข้อที่โจทก์อ้างว่า ในวันจดทะเบียนสมรสจำเลยไปติดต่อนายทะเบียนจัดเตรียมการยื่นเอกสารและให้ปากคำเพื่อขอจดทะเบียนสมรสเองโดยลำพังฝ่ายเดียวแล้วไปรับโจทก์ซึ่งกำลังสอบอยู่ที่โรงเรียนโปลีเทคนิคอำนาจเจริญพาไปที่สำนักทะเบียนอำนาจเจริญ โจทก์ลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรสโดยยังไม่ทันได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าว ก็ปรากฏตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 นั้นเองว่า โจทก์เคยจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่ามาก่อนแล้ว โจทก์ย่อมมีประสบการณ์และทราบถึงเรื่องการจดแจ้งข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสเป็นอย่างดีข้ออ้างของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อ บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 จึงเป็นเพียงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งบอกเลิกข้อตกลงเข้ามาแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ สัญญาจึงไม่มีผลบังคับอีกต่อไป จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
 
 
( สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ - นพวรรณ อินทรัมพรรย์ - สิริรัตน์ จันทรา )
 
 


เจ้าหนี้ยึดสินสมรสได้ทั้งหมดยกคำร้องขอกันส่วน
เจ้าหนี้ยึดสินสมรสทั้งหมด สามียื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าหนี้เงินกู้ยืมของภริยาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว สามีไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย ภริยาไม่ได้นำเงินกู้ยืมมาใช้จ่ายในครอบครัวจึงไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้สามีกึ่งหนึ่ง เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ภริยาผู้ตายนำเงินที่กู้ยืมไปใช้จ่ายในครอบครัวและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ สามีรู้เห็นยินยอมให้ผู้ตายนำโฉนดที่ดินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็น
http://www.peesirilaw.com/การจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส/สินสมรส-ร้องขอกันส่วน.html

 

 

สามีนำเงินสินสมรสออกให้กู้โดยไม่ได้รับความยินยอม
การที่โจทก์ฟ้องว่าสามีโจทก์นำสินสมรสออกให้จำเลยที่ 1 กู้ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนสามีโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ในฐานะคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้กู้เงินและการสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ได้และมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จะนำบทบัญญัติกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตามมาตรา 1336
http://www.peesirilaw.com/การจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส/จัดการสินสมรสร่วมกัน.html

 

 

หญิงมีสามีมีอำนาจฟ้องปราศจากความยินยอมหรือไม่
การฟ้องและการดำเนินคดีไม่อยู่ในบังคับของการจัดการสินสมรสที่ ป.พ.พ. มาตรา 1476 บัญญัติให้สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส หนี้อันเกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน
http://www.peesirilaw.com/การจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส/อำนาจฟ้อง-จัดการสินสมรส.html

 

 


รับซื้อฝากที่ดินโดยไม่สุจริต- เพิกถอนนิติกรรม
สามีภริยาได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส การที่ภริยาทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับซื้อฝาก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามีซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อผู้รับซื้อฝากรับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่สุจริต สามีจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างภริยา กับผู้รับซื้อฝากได้ทั้งหมด
http://www.peesirilaw.com/การจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส/เพิกถอนนิติกรรม.html

 

 


ห้ามทำการเป็นทนายความ  นักโทษด้วยกันเรียงอุทธรณ์ให้
ถ้าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะทำฟ้องอุทธรณ์ด้วยตนเอง นำมายื่นต่อศาลย่อมทำได้ไม่มีอะไรห้าม การที่จำเลยให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำทำแทนให้ และลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นการให้เห็นได้อยู่ในตัวตามถ้อยคำ กล่าวคือว่าอุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าวมีผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง" นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538681919&Ntype=41


ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ 0859604258  *  www.peesirilaw.com  *

 

 

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนสมรสแต่ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยา ความสมบูรณ์ของการสมรส
ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่ยังไม่จดทะเบียนหย่า
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน
ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง
สามีไม่ค่อยอยู่บ้านก็มิใช่เป็นการประพฤติเสื่อมเสีย
สามีฟ้องหย่าภริยาอ้างเหตุจงใจละทิ้งร้าง
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า
จดทะเบียนสมรสซ้อน
ฟ้องหย่าเหตุอ้างร้องเรียนผู้บังคับบัญชา
การสมรสที่เป็นโมฆียะ
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง | เหตุฟ้องหย่า
ให้อภัยสิทธิฟ้องหย่าหมดไป | จงใจละทิ้งร้าง
ร้องเรียนกล่าวโทษสามีต่อผู้บังคับบัญชา | เป็นปฏิปักษ์
การทิ้งร้างกับการสมัครใจแยกกันอยู่
บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่า | การแสดงเจตนาลวง
สัญญาระหว่างสมรส | ข้อตกลงห้ามบอกล้าง