ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน

                

 

สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน
สามีฟ้องหย่าอ้างว่าตนมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้เมื่อตนเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน ๆ ก็มีสิทธิเลิกร้างกับภริยาได้และสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่าบุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ว่าการเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิของสามีก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การอ้างเหตุหย่าต้องมีเหตุตามที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่ไม่พอใจก็ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าเป็นสิทธิในการเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5983/2548

 
          ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่า โดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตร หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยต้องมีเหตุที่อ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 มิฉะนั้น สถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวาย
 
มาตรา 1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาโจทก์ไม่อาจทนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ชดใช้ราคาจำนวน 30,000 บาท แทน ให้จำเลยส่งมอบใบอนุญาตใช้อาวุธปืนรวม 2 ฉบับ หากไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกไป ป.4 ทั้งสองใบ เพื่อที่โจทก์จะดำเนินการขอใบอนุญาตใบ ป.4 ต่อทางราชการใหม่แทน

          จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ หากโจทก์เห็นว่า หญิงนั้นไม่เหมาะสมกับตน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกร้างกับหญิงดังกล่าวได้ การที่โจทก์มีข้อโต้แย้งกับจำเลยในเรื่องการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกับจำเลยและเลือกใช้วิธีการทางกฎหมายโดยการฟ้องหย่า ย่อมเป็นการแก้ปัญหาให้แก่ครอบครัวและสังคมโดยสันติ เพื่อมิให้เกิดปัญหารุนแรงถึงฆ่ากันตายดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับลูก ๆ ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเหมือนเป็นการไม่แก้ปัญหา แต่กลับกลายเป็นการก่อปัญหาให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของโจทก์มากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของโจทก์ที่จะได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของจำเลยนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองตามที่โจทก์ฎีกาจะเป็นสิทธิของโจทก์ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจ ต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่าโดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตรทั้งสอง ดังนี้ หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยจะต้องมีเหตุหย่าที่อ้างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติไว้ซึ่งการใช้สิทธิหย่าของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิฉะนั้นสถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวายได้ ส่วนการที่ศาลจะพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้หรือไม่นั้น ก็จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าจะมีเหตุให้หย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...”
          พิพากษายืน
 
 
( ศิริชัย จิระบุญศรี - วิรัช ลิ้มวิชัย - วสันต์ ตรีสุวรรณ )
 
 
หมายเหตุ

          บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ศาลฎีกายกขึ้นมาวินิจฉัยคือ มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน" นัยของข้อวินิจฉัยนี้คือ ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง มิใช่เพราะสิทธิและเสรีภาพที่โจทก์อ้างไม่มีอยู่จริงแต่เพราะวิธีใช้สิทธิและเสรีภาพของโจทก์ไม่ต้องด้วยมาตรา 28 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ การขอหย่าโดยปราศจากเหตุหย่าตามกฎหมายของโจทก์มีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตร และกระทบกระเทือนต่อสถาบันครอบครัว ซึ่งคงจะหมายความว่าข้ออ้างของโจทก์ "ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น" นั่นเอง

           สิทธิและเสรีภาพตามที่ศาลฎีกายกขึ้นมานี้ เป็นสิทธิและเสรีภาพที่บัญญัติอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่จำกัดการใช้อำนาจรัฐ สิทธิและเสรีภาพทุกอย่างในหมวดนี้เรียกในทางวิชาการว่า "สิทธิขั้นพื้นฐาน" (fundamental right) คือ เป็นสิทธิที่แยกออกไม่ได้จากความเป็นมนุษย์ของบุคคลนอกจากจะถือว่ามนุษย์มีสิทธิเหล่านี้อยู่ก่อนที่สังคมจะก่อตั้งเป็นรัฐแล้ว สิทธิเหล่านี้ยังแสดงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอีกด้วยในฐานะที่สิทธิเหล่านี้เกี่ยวโยงกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมีมาก่อนรัฐ สิทธิเหล่านี้จึงอยู่เหนือผลประโยชน์ของสังคมรัฐจะยกเอาผลประโยชน์ของสังคมขึ้นอ้างเพื่อบั่นทอนสิทธิเหล่านี้ไม่ได้เพราะถ้ายอมให้รัฐบั่นทอนสิทธิเหล่านี้ ก็เท่ากับยอมให้รัฐย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดหน้าที่ของรัฐเป็นการทั่วไปเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเหล่านี้คือ มาตรา 26 ซึ่งบัญญัติว่า "การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"

           ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของสิทธิขั้นพื้นฐานคือ เป็นสิทธิที่มีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับฝ่ายตุลาการ คำกล่าวที่ว่า ศาลเป็นองค์กรถ่วงดุลแสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายตุลาการในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเหล่านี้ โดยถือว่า ในฐานะที่สิทธิขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิของปัจเจกชนที่รัฐล่วงละเมิดมิได้ ในการคุ้มครองสิทธิเหล่านี้จากการก้าวล่วงของฝ่ายการเมืองซึ่งใช้อำนาจรัฐ จำเป็นต้องมีสถาบันที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองมาทำหน้าที่คานอำนาจของฝ่ายการเมืองเพื่อมิให้ฝ่ายการเมืองก้าวล้ำเข้ามาในขอบเขตของปัจเจกชน ในขณะเดียวกันการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ก็เป็นฐานรากของ "ความชอบธรรมทางตุลาการ"  เช่นเดียวกับการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะเป็นฐานรากของความชอบธรรมทางการเมือง

           ในฐานะที่สิทธิขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิที่ปัจเจกชนมีต่อรัฐ เงื่อนไขประการแรกที่จะอ้างสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 คือ ต้องมีองค์กรของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีการกระทำที่เรียกว่าเป็น "การกระทำของรัฐ" (state action) การกระทำของปัจเจกชนต่อปัจเจกชนด้วยกัน ที่มีผลเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องของกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ห้ามมิให้นายจ้างเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้าง เป็นต้น การกระทำของปัจเจกชนต่อปัจเจกชนด้วยกันดังกล่าว หากไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติห้าม แม้จะเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็อยู่นอกความหมายของสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ

           สำหรับกรณีตามคำพิพากษาฎีกานี้ การอ้างสิทธิและเสรีภาพในหมวด 3 ของโจทก์เป็นการอ้างสิทธิและเสรีภาพที่มีต่อจำเลยเป็นปัจเจกชน โดยไม่มีการอ้างถึงการกระทำของรัฐหรือองค์กรของรัฐ จึงเป็นเรื่องของกฎหมายเฉพาะ มิใช่เป็นการอ้างสิทธิขั้นพื้นฐาน การอ้างของโจทก์อย่างนี้อยู่นอกขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพดังที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อข้อวินิจฉัยของศาลฎีกา ผู้บันทึกเห็นว่า การวินิจฉัยของศาลฎีกาที่วินิจฉัยไปตามข้ออ้างของโจทก์ว่า วิธีใช้สิทธิและเสรีภาพที่จะหย่าขาดจากภริยาของโจทก์ไม่ชอบด้วยมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า สิทธิและเสรีภาพที่โจทก์อ้างอาจมีอยู่จริง เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ลงรอยกับแนวคิดทางวิชาการว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่แม้กระนั้นผู้บันทึกก็ยังพอใจวิธีวินิจฉัยของศาลฎีกาที่วินิจฉัยโดยพิจารณาข้อเท็จจริงทางสังคมประกอบ ซึ่งการวินิจฉัยวิธีนี้จะนำไปสู่การพัฒนานิติศาตร์ของเราต่อไป
         
         
          วิชัย วิวิตเสวี
 

 

ปรึกษาทนายความลีนนท์ 085 9604258 

www.peesirilaw.com

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนสมรสแต่ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยา ความสมบูรณ์ของการสมรส
ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่ยังไม่จดทะเบียนหย่า
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง
สามีไม่ค่อยอยู่บ้านก็มิใช่เป็นการประพฤติเสื่อมเสีย
สามีฟ้องหย่าภริยาอ้างเหตุจงใจละทิ้งร้าง
คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากัน
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า
จดทะเบียนสมรสซ้อน
ฟ้องหย่าเหตุอ้างร้องเรียนผู้บังคับบัญชา
การสมรสที่เป็นโมฆียะ
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง | เหตุฟ้องหย่า
ให้อภัยสิทธิฟ้องหย่าหมดไป | จงใจละทิ้งร้าง
ร้องเรียนกล่าวโทษสามีต่อผู้บังคับบัญชา | เป็นปฏิปักษ์
การทิ้งร้างกับการสมัครใจแยกกันอยู่
บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่า | การแสดงเจตนาลวง
สัญญาระหว่างสมรส | ข้อตกลงห้ามบอกล้าง