ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




การตีความการแสดงเจตนา

         

การตีความการแสดงเจตนา
ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร กฎหมายมาตราดังกล่าวหมายถึงในกรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้งอาจตีความได้หลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่สัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้มีข้อความชัดแจ้งว่าเป็นสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ ประกอบกับโจทก์ก็ฟ้องกล่าวอ้างว่าสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้เป็นสัญญาซื้อขาย และให้การปฏิเสธในคดีที่ถูกจำเลยฟ้องว่าไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อดังนี้จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่321-322/2538 

การทำสัญญาจะใช้แบบพิมพ์สัญญาประเภทใดไม่ใช่ข้อสำคัญหากแต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าข้อความที่ทำกันไว้ในแบบพิมพ์สัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาประเภทใดเมื่อสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้มีข้อความที่เขียนไว้ว่าจำเลยขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 100,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระราคาจำนวน 72,000 บาท ให้แก่จำเลยส่วนจำเลยได้มอบที่พิพาทพร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาสำหรับราคาค่าที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในภายหลังจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายมิใช่สัญญาเช่าซื้อ บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 171 หมายถึงในกรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้งอาจตีความได้หลายนัยจึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรแต่สัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้มีข้อความชัดแจ้งว่าเป็นสัญญาซื้อขายไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อจึงนำมาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2532 จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 788 แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ชำระเงิน 72,000 บาทในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือตกลงชำระในภายหลัง ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยอีก 10,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์ ต่อมาประมาณกลางเดือนตุลาคม 2532 โจทก์ได้นำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก 18,000 บาท ไปชำระแก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับ และไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 18,000 บาท พร้อมให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า หนังสือสัญญาที่โจทก์อ้างไม่ใช่สัญญาจะซื้อขายเนื่องจากคู่สัญญาไม่ได้ตกลงที่จะไปจดทะเบียนโอนกันในภายหน้าสัญญาที่โจทก์อ้างเป็นสัญญาเช่าซื้อที่ดิน โดยโจทก์ตกลงเช่าซื้อเป็นเงิน 100,000 บาท ไม่ได้กำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อไว้โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้องวดแรกในวันทำสัญญา 72,000 บาท จำเลยได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมาโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ดิน ในเดือนพฤษภาคม 2532 อีก 10,000 บาทหลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือแก่จำเลยจำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2532 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 788 จากโจทก์ราคา 100,000 บาท ไม่ได้กำหนดเวลาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไว้ จำเลยตกลงจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้เสร็จใน 3 งวดจำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดแรกในวันทำสัญญาเป็นเงิน 72,000 บาทและโจทก์ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินให้จำเลยยึดถือไว้ ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2532 จำเลยได้มาชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์อีก 10,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์อีก โจทก์บอกกล่าวจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส.3 ก.) เลขที่ 788 แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ แต่จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินจากโจทก์เป็นเงิน100,000 บาท จำเลยได้ชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ในวันทำสัญญา 72,000 บาท ส่วนที่เหลือได้ชำระเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 เป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ได้มอบการครอบครองที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลย จำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ต่อมาจำเลยได้นำเงินค่าที่ดินที่เหลือไปชำระแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนายสงกรานต์ พะปะเสน ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกนายเสริม พลเวียงซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนแรกและเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 18,000 บาท แก่จำเลยคำขออื่นของโจทก์และจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2532 โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ต่อกัน แล้วจำเลยได้ส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 788ตำบลสองห้อง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่วันทำสัญญาจนถึงปัจจุบัน และส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดิน (น.ส.3 ก.) ตามเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ด้วย คดีมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาเช่าซื้อหรือไม่จำเลยฎีกาว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อแต่ไม่มีแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อจึงได้ใช้แบบพิมพ์สัญญาซื้อขายแทน เห็นว่าการทำสัญญาจะใช้แบบพิมพ์สัญญาประเภทใดไม่ใช่ข้อสำคัญ หากแต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าข้อความที่ทำกันไว้ในแบบพิมพ์สัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาประเภทใด ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ข้อความในสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้เอกสารหมาย จ.1 แล้ว มีข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาว่าจำเลยขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 100,000 บาทโดยโจทก์ได้ชำระราคาจำนวน 72,000 บาท ให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยได้มอบที่พิพาทพร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา สำหรับราคาค่าที่พิพาทส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในภายหลัง เห็นว่าข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย หาใช่สัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยฎีกาไม่ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติไว้ว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อกัน จึงต้องฟังว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อตามเจตนาของโจทก์จำเลยนั้น เห็นว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวหมายถึงในกรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้งอาจตีความได้หลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่สัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความชัดแจ้งว่าเป็นสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ ประกอบกับโจทก์ก็ฟ้องกล่าวอ้างว่าสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้เป็นสัญญาซื้อขาย และให้การปฏิเสธในคดีที่ถูกจำเลยฟ้องว่าไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อดังนี้จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ คดีฟังได้ว่าสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.1ไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ"
            พิพากษายืน
       ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 171 ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร
มาตรา 453 อันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อและผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
_______________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์ 084 130 2058   *  www.peesirilaw.com  *
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 

 

 

 

การพิสูจน์การครอบครองปรปักษ์
แม้การซื้อขายที่ดินจะเป็นโมฆะอันเนื่องมาจากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ถ้าผู้ขายสละการครอบครองและผู้ซื้อได้เข้าครอบครองที่ดินที่ซื้อขายกันโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ก็ได้กรรมสิทธิ์  เมื่อไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายกันจริงหรือได้ครอบครองที่ดินโดยสงบ เปิดเผย อย่างเป็นเจ้าของ ผู้มีชื่อทางทะเบียนได้รับข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย และมีสิทธิฟ้องขับไล่ได้
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/ผู้ขายสละการครอบครอง-ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้.html

 

 


อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนแล้วจำเลยยิงผู้ตายเสียชีวิตอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันตัวไม่ได้...การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย
http://www.peesirilaw.com/โทษทางอาญา/อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้.html

 

 

คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวห้ามจำหน่ายรถยนต์พิพาทและระงับการจดทะเบียน
ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราว เห็นว่าเมื่อคำฟ้องไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแต่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวที่ห้ามจำเลยโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว
http://www.peesirilaw.com/ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา.html

 

 

ห้ามทำการเป็นทนายความ  นักโทษด้วยกันเรียงอุทธรณ์ให้
ถ้าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะทำฟ้องอุทธรณ์ด้วยตนเอง นำมายื่นต่อศาลย่อมทำได้ไม่มีอะไรห้าม การที่จำเลยให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำทำแทนให้ และลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นการให้เห็นได้อยู่ในตัวตามถ้อยคำ กล่าวคือว่าอุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าวมีผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง" นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538681919&Ntype=41

 




นิติกรรมสัญญา

ที่ดินสาธารณะเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ห้ามซื้อขาย
สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส
มีที่ดินแต่ไม่มีเครดิตจะกู้เงินธนาคารจึงใช้ชื่อบุคคลอื่น
ผิดสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย
ข้อสัญญาว่าผู้ว่าจ้างไม่เรียกร้องค่าเสียหาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด
สัญญาเช่าซื้อผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
สัญญาจะซื้อขายที่ดินผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลด้วย
สัญญายอมความกับคำมั่นว่าจะให้
การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ
สัญญาแบ่งเงินรางวัลผู้แจ้งเบาะแส
ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้
สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ
คำมั่นว่าจะไถ่ถอนจำนองหรือมอบเงินแทน
บุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญาใช้บังคับได้
ข้อตกลงยกที่ดินให้ต่อหน้านายอำเภอ
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01
เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินส.ป.ก.4-01
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
สัญญายินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
สัญญาจำนองเป็นโมฆะ
สัญญาให้ทรัพย์สินหรือคำมั่นว่าจะให้
สัญญาจะซื้อจะขาย
โอนที่ดินตามใบมอบอำนาจ article