ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

   -ปรึกษากฎหมาย

     ทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

      ทนายเอกชัย อาชาโชติธรรม โทร.083-1378440

   -ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์   

   (1) @leenont 

   (2) @peesirilaw  

   (3) 0859604258 เพิ่มด้วยหมายเลขโทรศัพท์

  -Line Official Account : เพิ่มเพื่อน QR CODE

 

การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่ชอบผู้ว่าจ้างได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่

ผู้ว่าจ้างได้บอกเลิกสัญญาว่าจ้าง เนื่องจากเห็นว่าการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ว่าจ้างได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ รวมถึงการที่ต้องทุบงานที่ก่อนสร้างไปแล้ว อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นซึ่งผู้รับจ้างได้แจ้งให้ผู้ว่าจ้างชำระส่วนที่เพิ่มขึ้นมาแล้วแต่ผู้ว่าจ้างไม่ชำระซึ่งตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่สัญญามีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของผู้รับจ้าง และผู้ว่าจ้าง ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่าผู้รับจ้างทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว  จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของผู้ว่าจ้าง เป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8605/2552

          จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้รับช่วงก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ โดยกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างให้ผิดไปจากเดิมหลายประการ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่กำหนดอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยไม่บอกกล่าวก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 836,894.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 816,482.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,995,974.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,847,890.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 816,482.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
          จำเลยที่ 1 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามข้อ 8. ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง มีกำหนดเวลาแน่นอนให้โจทก์ต้องก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้แล้วเสร็จบริบูรณ์และส่งมอบภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 หากมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลากำหนด หรือล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้วโจทก์ยังก่อสร้างไม่เสร็จหรือโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้เสร็จทันตามกำหนดในสัญญาได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น โจทก์มีนายองอาจ นายวิชญา และนางจุฑารัตน์ เบิกความได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้วโจทก์ได้เริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ตามแบบแปลนการก่อสร้างใหม่ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็ก เพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำใหม่ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นได้ลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยที่ 2 เองก็เบิกความยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างใหม่จริง ซึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างดังกล่าวทำให้ถึงกับต้องทุบบางส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเพื่อทำตามแบบแปลนที่แก้ไขใหม่หลังจากลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนทำให้โจทก์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เพิ่มเติมในส่วนนี้เสียก่อนแต่โจทก์กลับทิ้งงานไป ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องว่าจ้างผู้อื่นมาดำเนินการต่อและต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 3 การทิ้งงานของโจทก์จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อน ขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระ การทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่น ๆ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท.

มาตรา 387  ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
 




นิติกรรมสัญญา

ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้
การตีความการแสดงเจตนา
สัญญายอมความกับคำมั่นว่าจะให้ที่ดินหลุดขายฝาก
สัญญาจะซื้อขายที่ดินผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลด้วย
สัญญาเช่าซื้อผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
ข้อสัญญาว่าผู้รับจ้างไม่เรียกร้องค่าเสียหาย
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย
ผิดสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
มีที่ดินแต่ไม่มีเครดิตจะกู้เงินธนาคารจึงใช้ชื่อบุคคลอื่น
สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส-ยกที่ดินให้ภริยา
ที่ดินสาธารณะเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ห้ามซื้อขาย
สัญญาแบ่งเงินรางวัลผู้แจ้งเบาะแส
สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ
คำมั่นว่าจะไถ่ถอนจำนองหรือมอบเงินแทน
บุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญาใช้บังคับได้
ข้อตกลงยกที่ดินให้ต่อหน้านายอำเภอ
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01
เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินส.ป.ก.4-01
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
สัญญายินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
สัญญาจำนองเป็นโมฆะ
สัญญาให้ทรัพย์สินหรือคำมั่นว่าจะให้
สัญญาจะซื้อจะขาย
โอนที่ดินตามใบมอบอำนาจ article