ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก

สามีภริยาได้ทำบันทึกการหย่ามีข้อตกลงว่าสามีจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรจึงเป็นข้อตกลงมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกไม่ใช่สัญญาว่าจะให้หรือคำมั่นว่าจะให้ที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อภริยาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรมีหนังสือทวงถามให้สามีปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นการกระทำแทนบุตรผู้เยาว์ และถือได้ว่าบุตรซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6478/2541

       ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า กับบันทึกการหย่าซึ่งโจทก์จำเลยได้ทำขึ้นต่างหาก มีข้อความระบุว่าโจทก์จำเลยตกลงยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 7 แปลงให้แก่บุตรทั้งสอง โดยระบุหมายเลขที่ดินทุกแปลงไว้อย่างชัดแจ้งการที่จำเลยทำข้อตกลงดังกล่าวโดยโจทก์เป็นคู่สัญญาจึงเป็นการทำสัญญาเพื่อชำระหนี้แก่บุตรทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่ได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายย่อมผูกพันจำเลยให้ปฏิบัติตาม ข้อตกลงนั้น กรณีหาใช่การให้หรือคำมั่นว่าจะให้ อสังหาริมทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525,526 ไม่ ภายหลังที่โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสอง ตามข้อสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ในฐานะ คู่สัญญาและได้กระทำการแทนบุตรทั้งสองซึ่งเป็น ผู้เยาว์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่จะถือเอาประโยชน์ จากข้อตกลงในสัญญานั้นแล้วจำเลยจะยกเหตุว่า บุตรทั้งสองยังไม่ได้แสดงเจตนามายังจำเลยเพื่อให้ ระงับสิทธินั้นหาได้ไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375

          โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์กับจำเลยได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันเกิดบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายเขมพันธ์  และนางสาวจีรพันธ์  ต่อมาโจทก์จำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกต่อท้ายทะเบียนหย่าว่า ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเลขที่ 25, 100, 102, 810, 810 (ที่ถูก 812), 826 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินเลขที่ 542 ให้แก่บุตรทั้ง 2 คนดังกล่าวแต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิทธิของที่ดินตามฟ้องให้แก่นายเขมพันธ์กับนางสาวจีรพันธ์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลยให้การว่า จำเลยไม่จำต้องปฏิบัติตามบันทึกต่อท้ายทะเบียนหย่าเพราะทรัพย์สินที่ระบุในบันทึกเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

          ในระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าจากการเป็นสามีภริยากัน และได้ทำบันทึกต่อท้ายทะเบียนการหย่า ลงวันที่ 11 มกราคม 2536 ทำต่อหน้าเจ้าพนักงานปกครองอำเภอเมืองอุดรธานี จำเลยสละประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาจะผูกพันตามบันทึกการหย่าและแบ่งสินสมรสศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินเลขที่ 25 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 86) จำนวน 1 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา ที่ดินเลขที่ 100 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 1761) จำนวน 3 งาน 20 ตารางวา และที่ดินเลขที่ 102 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 1763) จำนวน 1 ไร่ (ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี) ที่ดินเลขที่ 810 (ที่ถูกเป็น 812) หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 4319) จำนวน 6 ไร่ 2 งาน ที่ดินเลขที่ 810 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 4319) จำนวน 11 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดินเลขที่ 526 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 5859) จำนวน 1 งาน 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินเลขที่ 542 หมายเลข 5443 (เลขทะเบียน 3868) จำนวน 96 ตารางวา(ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี) ให้แก่นายเขมพัน และนางสาวจีรพัน  ร่วมกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเกิดบุตรด้วยกัน 2 คน เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2536 โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่าระบุยกที่ดินรวม 7 แปลงตามฟ้องให้แก่นายเขมพันธ์และนางสาวจีรพันธ์ บุตรทั้งสอง ตามบันทึกการหย่าลงวันที่ 11 มกราคม 2536 คดีมีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าบันทึกต่อท้ายทะเบียนหย่าที่ระบุให้จำเลยยกทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่บุตรทั้งสอง มีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าข้อความที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนหย่านั้นเป็นเพียงคำมั่นว่าจำเลยจะให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยให้แก่บุตรทั้งสองคนโดยเสน่หา ซึ่งตกอยู่ในบังคับมาตรา 525, 526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาใช่เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก และภายหลังที่จำเลยได้จดทะเบียนหย่าตามข้อตกลงดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้จดทะเบียนยกทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายแต่อย่างใด บันทึกท้ายทะเบียนหย่าจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายและไม่ผูกพันจำเลยนั้นเห็นว่า ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า กับบันทึกการหย่าซึ่งโจทก์จำเลยได้ทำขึ้นต่างหาก ก็มีข้อความระบุว่าโจทก์จำเลยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 7 แปลงตามฟ้องให้แก่นายเขมพันธ์  กับ เด็กหญิงจีรพันธ์  บุตรทั้งสองโดยระบุหมายเลขที่ดินทุกแปลงไว้โดยชัดแจ้ง การที่จำเลยทำข้อตกลงดังกล่าวโดยโจทก์เป็นคู่สัญญาด้วย เป็นการทำสัญญาเพื่อชำระหนี้แก่บุตรทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่ได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ย่อมผูกพันจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น จึงมิใช่การให้หรือคำมั่นว่าจะให้อสังหาริมทรัพย์อันตกอยู่ในบังคับมาตรา 525, 526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่จำเลยอ้าง

          ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะไม่ปรากฏว่าบุตรทั้งสองของโจทก์จำเลยยังไม่ได้แสดงเจตนามายังจำเลยจะถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญานั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ความว่าภายหลังที่โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงนั้นแล้วจำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องให้แก่บุตรทั้งสองของโจทก์กับจำเลย โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องให้แก่บุตรทั้งสองตามข้อสัญญา ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 ซึ่งจำเลยได้ทราบแล้วแต่เพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญาและได้กระทำการแทนบุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่จะถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงในสัญญานั้นแล้ว จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวเพื่อให้ระงับสิทธินั้นหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 และที่จำเลยอ้างว่า จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงระบุยกทรัพย์สินให้แก่บุตรทั้งสองเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม โดยจำเลยเข้าใจว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส จึงเป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับไม่ได้ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 นั้น เห็นว่าประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าวจำเลยได้แถลงสละประเด็นไว้แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2538 ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

          จำเลยฎีกาปัญหาข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์สินตามบันทึกการหย่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยและจำเลยต้องปฏิบัติตามบันทึกการหย่านั้นหรือไม่ ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยก่อนว่าทรัพย์สินตามบันทึกการหย่านั้นเป็นทรัพย์สินประเภทใดของจำเลย แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยต้องปฏิบัติตามบันทึกการหย่านั้นหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยทำให้หาข้อยุติไม่ได้ดังกล่าว และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย โจทก์ก็ไม่ทักท้วง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุนตามฟ้อง ศาลต้องยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่าอำนาจในการวินิจฉัยว่าตามคำฟ้อง คำให้การและคำรับของคู่ความเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังยุติได้หรือไม่ อย่างไรเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกระทำได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 104 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

 

( ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ - สมชัย สายเชื้อ - วิรักษ์ เอื้ออังกูร )

 

หมายเหตุ 

          ตามปกติเมื่อคู่กรณีตกลงทำสัญญากันแล้ว สัญญานั้นจะมีผลผูกพันเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้น จะไม่มีผลผูกพันไปถึงบุคคลภายนอก แต่อย่างไรก็ตามหากคู่สัญญาจะตกลงกันเพื่อให้สัญญามีผลไปถึงบุคคลภายนอกก็ย่อมจะสามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง และเป็นไปตามหลักเสรีภาพแห่งการแสดงเจตนา และความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา แต่จากหลักกฎหมายดังกล่าวกฎหมายจำกัดว่า การทำสัญญาให้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกนั้นจะต้องทำเพื่อให้บุคคลภายนอกได้รับประโยชน์เท่านั้น จะทำสัญญาเพื่อให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายหรือกำหนดให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลภายนอกไม่ได้

           สัญญาใดมีข้อกำหนดให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับประโยชน์ถือว่าเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกทั้งสิ้นซึ่งบุคคลภายนอกในที่นี้ หมายถึง บุคคลอื่นทั้งหมดที่มิใช่คู่สัญญาโดยไม่คำนึงว่าจะมีความเกี่ยวพันเป็นญาติหรือมีสิทธิอย่างใด ๆกับคู่สัญญาหรือไม่ แม้จะปรากฎว่ามีความเกี่ยวพันเป็นญาติกับคู่สัญญา แต่เมื่อคู่สัญญากำหนดให้เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาก็ถือว่าเป็นบุคคลภายนอกในความหมายนี้เช่น

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516 คู่สัญญาทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อสัญญาว่าให้ผู้เช่าซื้อระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อแทนได้เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมและผู้เช่าซื้อได้ระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อไว้แล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวนี้เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ฉะนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาต่อผู้ให้เช่าซื้อ ตามมาตรา 374 วรรคสองแล้ว สิทธิในการเช่าซื้อจึงตกเป็นของทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป

           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2537 บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินหลังทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย นอกจากโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้ว ยังมีบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยด้วย คือ แทนที่โจทก์และจำเลยจะแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาด้วยกันเอง โจทก์และจำเลยกลับยอมให้ที่ดินจำนวน 2 แปลง และบ้านอีก 1 หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภรรยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 374 มิใช่สัญญาให้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา

           กรณีสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกนี้ เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาเพื่อจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้วก็เกิดสิทธิเรียกร้องแก่บุคคลภายนอก ถือว่าบุคคลภายนอกนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโดยตรง มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาแก่ตนเองได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยสิทธิของคู่สัญญา(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2435/2536) แต่หากบุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามสัญญา สิทธิเรียกร้องก็ยังไม่เกิดแก่บุคคลภายนอก เมื่อบุคคลภายนอกตายไปทายาทจะแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาแทนไม่ได้เพราะไม่ถือว่าสิทธิดังกล่าวตกทอดเป็นทรัพย์มรดกไปยังทายาทของบุคคลภายนอกนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2515)

           อย่างไรก็ตามแม้บุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาทำให้บุคคลภายนอกเป็นเจ้าหนี้โดยตรงตามสัญญาก็ตาม แต่ความผูกพันกันระหว่างคู่สัญญาก็ยังคงมีอยู่ตามที่ทำสัญญากันไว้ ดังนั้น หากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2536)

           จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ โจทก์และจำเลยทำสัญญายกที่ดินให้แก่บุตรถึงแม้ว่าบุตรจะเป็นทายาทของโจทก์และจำเลยตามกฎหมาย มีสิทธิสืบมรดกของโจทก์และจำเลยในฐานะผู้สืบสันดานก็ตาม แต่เมื่อบุตรไม่ใช่คู่สัญญาเป็นเพียงบุคคลที่ถูกระบุให้รับประโยชน์ตามสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเท่านั้นถือว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่งสามารถใช้บังคับได้และแม้บุตรจะอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโดยตรงก็ตาม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโจทก์ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาก็ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้

           ธีรศักดิ์เงยวิจิตร 
 
            

 

 

 

 ห้ามทำการเป็นทนายความ  นักโทษด้วยกันเรียงอุทธรณ์ให้
ถ้าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะทำฟ้องอุทธรณ์ด้วยตนเอง นำมายื่นต่อศาลย่อมทำได้ไม่มีอะไรห้าม การที่จำเลยให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำทำแทนให้ และลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นการให้เห็นได้อยู่ในตัวตามถ้อยคำ กล่าวคือว่าอุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าวมีผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง" นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538681919&Ntype=41

 

 

ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
การใช้ทางแบบคุ้นเคยกันในลักษณะเพื่อนบ้านที่ต่างพื่งพาอาศัยกันและเป็นการได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินแล้วแม้จะได้นำดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทตลอดมาทุกปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากใครก็ตาม ก็เป็นการกระทำเพื่อความสะดวกของผู้ใช้ทางเท่านั้น พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการถือวิสาสะในการใช้ทางไม่ใช่เป็นการแสดงเจตนาที่จะใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์ แม้จะได้ใช้ทางมานานเกิน 10 ปี ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของตนได้
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/ปรปักษ์กับการวิสาสะ.html

 


ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
เจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินได้กันทางเดินพิพาทไว้เป็นทางเข้าออกสำหรับตึกแถวที่แบ่งขายในการก่อสร้างตึกแถวเจ้าของโครงการได้ก่อสร้างตึกแถวทำกันสาดปูนซิเมนต์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงที่เป็นทางเดินยื่นออกไป 1.5 เมตรต่อมาเจ้าของโครงการถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย โจทก์ในคดีนี้ซื้อที่ดินทางเดินจากการขายทอดตลาดและฟ้องขับไล่ผู้ซื้อตึกแถวศาลฎีกาเห็นว่าทางเดินตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรโดยผลของกฎหมายแล้วรวมถึงกันสาดที่ยื่นออกไปด้วย
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย.html

 


การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ
การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ถือเอาระยะเวลาครอบครองของฝ่ายผู้ครอบครองที่ต้องครอบครองติดต่อกัน ไม่ต้องพิจารณาถึงตัวเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกครอบครองว่าจะได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นหรือไม่ และไม่จำต้องถือเอาทางฝ่ายเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แต่ละคนที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นเกณฑ์ในการเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวเจ้าของหากบุคคลภายนอกรับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/การครอบครองปรปักษ์ขาดตอน.html

 

 

เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
สภาพของที่ดินภาระจำยอมใช้เป็นเพียงทางเดินเท่านั้น รถยนต์ไม่สามารถเข้าออกได้เพราะมีขั้นบันไดลงไปสู่ถนนสาธารณะ การที่เจ้าของที่ดินสร้างแผงร้านค้าโดยเว้นทางเท้าไว้ถึง 2.50 เมตร จึงไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหรือไม่? ศาลเห็นว่าทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของผู้อื่นนั้นเป็นทางที่ใช้สัญจรอยู่ในโครงการหมู่บ้านและที่ดินจัดสรร ดังนั้น ไม่ว่ารถยนต์จะสามารถเข้าออกทางได้หรือไม่ก็ตาม
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่.html

 

 


จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
ที่ดินของโจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมให้เป็นทางเดินให้จำเลยใช้เป็นทางเข้าออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่จำเลยได้ก่อสร้างหลังคานำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่าย ทำที่จอดรถในทางภาระจำยอม จำเลยอ้างได้นำเอาวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2529 บิดามารดาโจทก์ มิได้คัดค้านศาลเห็นว่าที่ดินของโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยในเรื่องทางเดิน โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะไปหวงห้ามมิให้เดินผ่าน จำเลยนำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางภาระจำยอม
http://www.peesirilaw.com/ครอบครองปรปักษ์/จดภาระจำยอมให้เป็นทางเดิน.html


ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ 0859604258  *  www.peesirilaw.com  *


 




นิติกรรมสัญญา

ที่ดินสาธารณะเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ห้ามซื้อขาย
สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส
มีที่ดินแต่ไม่มีเครดิตจะกู้เงินธนาคารจึงใช้ชื่อบุคคลอื่น
ผิดสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย
ข้อสัญญาว่าผู้ว่าจ้างไม่เรียกร้องค่าเสียหาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด
สัญญาเช่าซื้อผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
สัญญาจะซื้อขายที่ดินผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลด้วย
สัญญายอมความกับคำมั่นว่าจะให้
การตีความการแสดงเจตนา
การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่ชอบ
สัญญาแบ่งเงินรางวัลผู้แจ้งเบาะแส
ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้
สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ
คำมั่นว่าจะไถ่ถอนจำนองหรือมอบเงินแทน
บุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญาใช้บังคับได้
ข้อตกลงยกที่ดินให้ต่อหน้านายอำเภอ
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01
เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินส.ป.ก.4-01
สัญญายินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
สัญญาจำนองเป็นโมฆะ
สัญญาให้ทรัพย์สินหรือคำมั่นว่าจะให้
สัญญาจะซื้อจะขาย
โอนที่ดินตามใบมอบอำนาจ article