ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
dot
Newsletter

dot




เริ่มนับอายุความหนี้ละเมิด article

              

ในเรื่องว่าคดีขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเลยเป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างขึ้นจำเลยต้องเป็นฝ่ายนำสืบว่าคดีขาดอายุความอย่างไร วันที่โจทก์รู้ว่ามีการกระทำผิดนั้น โจทก์ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด จึงยังเริ่มนับอายุความไม่ได้จนกว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อนับถึงวันที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่เกินหนึ่งปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

                  คำพิพากษาศาลฎีกาที่  388/2506

          ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ให้นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลสมุหบัญชีต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินคืนให้แก่เทศบาลในกรณีมีการทุจริตอันเกี่ยวกับการรักษาเงินขึ้นนั้นไม่ใช่กฎหมายจะยกเอาระเบียบดังกล่าวนี้ขึ้นวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้เงินแทนในทันทีขณะทราบว่ามีการทุจริตขึ้นโดยมิต้องสอบสวนว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดจริงหรือไม่เสียก่อนหาได้ไม่


          คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีเมืองยะลาจำเลยที่ 2 รักษาการในตำแหน่งสมุหบัญชี จำเลยที่ 3 รักษาการในตำแหน่งปลัดเทศบาล จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในงานทั่วไปของเทศบาลตามระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและตามระเบียบแบบแผน กฎข้อบังคับเกี่ยวกับการเงินตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยข้อ 21 มีความว่า "บรรดาเงินรายได้หรือเงินรายอื่นใดของเทศบาลทุกหน่วยงาน ให้นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทนสมุหบัญชีหรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการเก็บรักษาเงินดังกล่าวนี้ หากปรากฏมีการทุจริตใด ๆ อันเกี่ยวกับการรักษาเงินดังกล่าวนี้ขึ้น ให้บุคคลดังกล่าวนี้ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนให้แก่เทศบาลจนครบ" และจำเลยที่ 1มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบในการบริหารเทศบาลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่จำเลยที่ 1ไม่ปฏิบัติ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ยักยอกเงินเทศบาลไป 25,380 บาทซึ่งพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 2 แล้ว ตามสำนวนคดีอาญาดำที่ 567/2499 จำเลยที่ 3 โดยตำแหน่งต้องรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาเงินตามระเบียบข้อ 21 นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังเป็นกรรมการรับผิดชอบในการรักษาเงินตามระเบียบการคลังเทศบาลข้อ 27 ว่าต้อง "ตรวจสอบบรรดาหลักฐานการรับจ่ายเงินทั้งหมดเมื่อสิ้นการรับจ่ายในวันหนึ่ง ๆ โดยจะต้องทำการตรวจสอบจำนวนเงินรับจ่ายสอบ-หลักฐานต่าง ๆ ที่ใช้เก็บเงินและใช้จ่ายเงินในวันนั้น ตลอดจนการคำนวณของเจ้าหน้าที่ด้วยว่าคำนวณไว้ถูกต้องเพียงใด เมื่อถูกต้องตรงกันแล้ว ให้กรรมการรักษาเงินทุก ๆ คนลงนามรับรองไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ต้องร่วมกันรับผิดชอบตามความในข้อ 21 อีกทางหนึ่งด้วย" จำเลยที่ 3 ลงชื่อรับรองในบัญชีคุมยอดเงินคงเหลือแผนกคลังว่าเป็นการถูกต้องไว้ด้วยการปฏิบัติงานของจำเลยทั้ง 3 ทำให้เทศบาลเสียหาย จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้เงิน 25,380 บาท ขอให้ศาลบังคับ


          จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่ได้รู้เห็นและร่วมรับเงินกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงไม่ต้องรับผิดตามระเบียบข้อ 21 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขาดอายุความ


          จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า ไม่ได้ยักยอกเงินดังฟ้อง


          จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ


          วันนัดชี้สองสถาน โจทก์จำเลยที่ 1, 2 แถลงรับว่าจำเลยที่ 2 ถูกฟ้องคดีอาญาหาว่ายักยอก ให้รอฟังผลก่อน ต่อมาคดีอาญาดังกล่าวศาลพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 2 ปี กับให้คืนหรือใช้เงิน 25,380 บาทแก่เทศบาล คดีถึงที่สุดแล้ว


          ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลพิพากษาจำคุกและให้คืนและใช้เงินแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 อีกเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 สำหรับจำเลยอื่นไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่จำเลยที่ 1 ยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้ไว้ ฟังได้ว่านายอำนวยผู้ตรวจการเทศบาลตรวจพบว่าเงิน 25,380 บาทจ่ายซ้ำถึง 2 หน จึงรายงานให้นายประสิทธิ์นายกเทศมนตรีทราบเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2499 นับถึงวันฟ้อง คือ 31 กรกฎาคม 2500 เกิน 1 ปี ขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏว่าเพิ่งทราบตัวบุคคลผู้จะต้องรับผิดภายหลัง และฟ้องภายในกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่ก็ได้รับประโยชน์จากอายุความด้วย เพราะอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมและจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ไม่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไป พิพากษายกฟ้อง


          โจทก์อุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 และ 3 ว่า คดียังไม่ขาดอายุความแม้จะฟังว่าขาดก็จะยกฟ้องถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไม่ได้


          ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ทราบว่ามีการกระทำผิด 24 กรกฎาคม 2499โจทก์ก็ต้องรู้ตัวผู้จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วในทันทีตามระเบียบการเงินข้อ 21 และระเบียบการคลังข้อ 27 ซึ่งระบุตัวผู้ต้องรับผิดไว้แล้ว ไม่จำต้องสอบสวนอะไรอีก คดีจึงขาดอายุความแล้ว ทั้งโจทก์ก็ไม่นำสืบว่าคดียังไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด จะให้ศาลสันนิษฐานเอาเองว่าระยะที่เกิน 1 ปี เป็นระหว่างดำเนินการเพื่อให้รู้ตัวผู้จะต้องรับผิดก็ไม่ได้ พิพากษายืน


          โจทก์ฎีกาเช่นเดียวกับชั้นอุทธรณ์


          ศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ข้อ 21 และระเบียบการคลังข้อ 27 เป็นระเบียบที่มีขึ้นเป็นการภายในของกระทรวงมหาดไทยและเทศบาลเองไม่ใช่กฎหมาย หากระเบียบดังกล่าวนี้ออกเพื่อใช้บังคับให้ผู้ที่มิได้กระทำผิดหรือตามกฎหมายผู้นั้นไม่ต้องรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดแล้ว ก็จะนำเอาระเบียบนั้นมาปรับกับรูปคดีหาได้ไม่ จึงต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามที่มีบทกฎหมายบังคับไว้สำหรับการนั้น ๆ การที่ศาลอุทธรณ์ยกเอาระเบียบดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะต้องรับผิดแล้ว โดยมิได้ถือเอาผลของการสอบสวนที่ว่า ความจริงหรือข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวผู้ที่พึงจะต้องรับผิดจริง ๆ เมื่อไรขึ้นมาวินิจฉัยชี้ขาดนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย


          ในเรื่องการนำสืบว่าคดีขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเลยเป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างขึ้นแต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบถึงข้อว่าคดีโจทก์ขาดอายุความไว้เลย ส่วนโจทก์นั้นมีพยานนำสืบฟังได้ว่าวันที่ 24 กรกฎาคม 2499 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รู้ว่ามีการกระทำผิดนั้น เพราะนายอำนวยบันทึกรายงานให้ทราบว่า "ขอให้ (นายกเทศมนตรี) พิจารณาดำเนินการเพื่อทราบข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ว่าเป็นประการใด" อันเห็นได้ชัดว่าในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งโจทก์รู้ว่ามีการกระทำผิดนั้น โจทก์ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด เพราะต่อมาอีก 2 วัน นายประสิทธิ์นายกเทศมนตรีจึงได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนหาตัวผู้จะต้องรับผิดในเงินรายนี้ขึ้น จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2499 นายประสิทธิ์จึงสั่งพักหน้าที่การงานจำเลยที่ 2 ผู้เดียว แล้วส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงเห็นได้ว่าตามหลักฐานและพฤติการณ์ต่าง ๆ ตามสำนวนก็ฟังได้ว่า ภายในระยะเวลา 7 วันที่เกิน 1 ปีไปนั้น กว่าจะได้ตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นและจนกว่ากรรมการสอบสวนจะสอบสวนเสร็จและรู้ตัวผู้ที่พึงจะต้องรับผิด ก็เห็นว่าเวลาเพียง 7 วัน ไม่พอจะรู้ตัวผู้ที่พึงจะต้องรับผิดได้เลย คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ


          อนึ่ง คดีนี้ประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 และ 3 ประมาทเลินเล่อจะต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย ซึ่งสมควรจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงนี้ต่อไป จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลทั้งสองเสีย ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ

( สำราญ ศิริพันธ์ - สัญญา ธรรมศักดิ์ - สอาด นาวีเจริญ )

 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


มาตรา 448    สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการ ละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับ แต่วันทำละเมิด
 

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิด มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาและมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมา นั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

 ____________________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  085 960 4258   *   www.peesirilaw.com  *
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ           

 

 

 คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้
แม้ว่าบิดา มารดาจะทำสัญญาเป็นบันทึกหลังทะเบียนหย่ายกทรัพย์สินให้บุตร แล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้บุตรตามข้อตกลง กรณีนี้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิฟ้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามข้อตกลงได้ และผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรตามข้อตกลงหล้งทะเบียนหย่าด้วย เพราะฝ่ายที่ฟ้องคดีใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
http://www.peesirilaw.com/นิติกรรม/เพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก.html

 


การรับช่วงสิทธิคืออะไร?
การรับช่วงสิทธิ คือ การที่สิทธิเรียกร้องเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนเดิมไปยังเจ้าหนี้คนใหม่ โดยผลของกฎหมาย จากการชำระหนี้ของผู้มีส่วนได้เสีย และต้องหมายความถึงส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่บัญญัติให้รับช่วงสิทธิเท่านั้น ไม่ใช่ส่วนได้เสียทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ หรือเป็นการที่บุคคลภายนอกได้ชำระหนี้ด้วยทรัพย์ของตนแทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
http://www.peesirilaw.com/รับช่วงสิทธิ/การรับช่วงสิทธิคืออะไร.html

 


ผู้เช่าไม่อาจเข้าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า
ในขณะทำสัญญาเช่ามีบุคคลภายนอกรบกวนขัดสิทธิอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าอยู่ก่อนผู้เช่า ทำให้ผู้เช่าไม่อาจเข้าไปใช้ประโชชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อผู้เช่ายังไม่ได้เข้าไปครอบครองหรือรับมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่า ผู้เช่าจึงยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ แต่บุคคลภายนอกนั้นโต้แย้งสิทธิของผู้ให้เช่า ดังนั้นผู้เช่าจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกนั้น ทางแก้ของผู้เช่าในเรื่องนี้ก็โดยผู้เช่าต้องขอให้ศาลหมายเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีฟ้องขับไล่
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538796611&Ntype=23

 


สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมและหนี้นั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วจะมีผลต่อมูลหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ออกเช็คอย่างไรบ้าง? เรื่องนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ลูกหนี้ออกเช็คโดยไม่ได้กระทำการตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มูลหนี้เงินกู้ตามเช็คตกเป็นโมฆะไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย
http://www.peesirilaw.com/พระราชบัญญัติล้มละลาย/คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์-ห้ามมิให้ลูกหนี้.html

 

 

ขายดาวน์รถยนต์ที่เช่าซื้อมีผลอย่างไร?
เช่าซื้อรถยนต์ยังไม่ทันได้ใช้ก็ขายดาวน์ให้ผู้อื่น เป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อตกลงว่าผู้ซื้อดาวน์จะเป็นผู้ผ่อนชำระค่างวดแทนผู้เช่าซื้อ ต่อมาผู้ซื้อดาวน์ผ่อนไปแค่ 5 งวดก็มีปัญหาการเงินจึงไม่ส่งต่อ นอกจากนี้ยังนำรถยนต์ไปโอนสิทธิการเช่าซื้อให้บุคคลอื่นต่อไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อเดิม ต่อมาไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้อจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่รู้จะทำอย่างไรจึงไปแจ้งความร้องทุกข์กับ
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538796841&Ntype=23

 

 

สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์และจำเลย เพื่อให้โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อธนาคาร และให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2554)
http://www.peesirilaw.com/นิติกรรม/แสดงเจตนาลวง-นิติกรรมอำพราง.html
 

 


รางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล สินสมรสหรือสินส่วนตัว
สามีซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อต้นเดือนกันยายน และได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปลายเดือนกันยายน ถูกรางวัลที่ 1 ในวันที่ 1 ตุลาคม มีคำถามว่า เงินที่ได้มาจากการถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือไม่ เพราะสามีอ้างว่าขณะซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสใช้เงินสินส่วนตัวซื้อ สามีภริยาต้องมามีเรื่องบาดหมางมีปากเสียงกันเพราะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จนสามีกับภริยาเก่าซึ่งจดทะเบียนหย่าไปก่อน
http://www.peesirilaw.com/การจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส/สินสมรสหรือสินส่วนตัว.html

 


ปัญหาเรื่องลาภมิควรได้กับฟ้องเรียกทรัพย์คืน
การฟ้องคดีเป็นเรื่องฟ้องเรียกทรัพย์คืนหรือเรื่องลาภมิควรได้? โจทก์(ธนาคาร)คืนเงินให้นายอภิชัยครั้งแรกโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากร้าน เอ.ที.เอ็ม. คอนสตรัคชั่น ส่วนการคืนเงินให้จำเลยในครั้งหลังสั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คก็ตาม กรณีเป็นเพียงวิธีคืนเงินโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากเท่านั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้คืนเงินที่รับไปนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้
http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538796987&Ntype=61

 

 

 

ค่าเสียหายเสียตาข้างซ้าย 400,000 บาท
โจทก์เสียความสามารถในการมองเห็น เสียตาข้างซ้ายไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติ เป็นค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย ค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่อาจกำหนดเป็นค่ารักษาพยาบาลได้ ค่าเสียหายส่วนนี้ 400,000 บาท เหมาะสมแล้วและค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสื่อมสุขภาพอนามัย ต้องเสียโฉม ได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นเงิน 100,000 บาท เหมาะสมเช่นกันไม่สูงเกินไป  ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  533/2552 (อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่)

 

 

 

สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์และจำเลย เพื่อให้โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อธนาคาร และให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2554)

http://www.peesirilaw.com/นิติกรรม/แสดงเจตนาลวง-นิติกรรมอำพราง.html
http://www.peesirilaw.com/เกี่ยวกับกฎหมาย/สำนักงานทนายความ-รับปรึกษากฎหมาย-0859604258.html

 

 




หนี้ละเมิด

อายุความสิทธิเรียกร้องของบุคคลวิกลจริต
ฟ้องหมิ่นประมาทศาลยกฟ้องไม่ถือเป็นการกระทำละเมิด
นายจ้างเรียกค่ารักษาพยาบาลคืนจากผู้ทำละเมิดลูกจ้าง
เหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย