ReadyPlanet.com
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletพระราชบัญญัติ
bulletความรู้กฎหมาย
bulletสำนัก,ทนาย,ทนายความ
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletวิชาชีพทนายความ
bulletข้อบังคับสภาทนายความ
bulletคำพิพากษาฎีกา
bulletเช่าซื้อขายฝากซื้อขาย
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletเกี่ยวกับ วิ.แพ่ง
bulletคดีเกี่ยวกับวิ.อาญา
bulletคำพิพากษารวม
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletการสิ้นสุดการสมรส
bulletการใช้กฎหมายอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
dot
Newsletter

dot




เอาสินสมรสยกให้โดยเสน่หาโดยปราศจากความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

เอาสินสมรสยกให้โดยเสน่หาโดยปราศจากความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง 
  
สามีโจทก์เป็นข้าราชการบำนาญมีความสัมพันธ์กับมารดาจำเลยทางชู้สาวสามีโจทก์ตั้งใจยกที่ดินให้มารดาจำเลยแต่ให้จำเลยรับโอนแทนจึงเป็นการให้เพราะมารดาจำเลยเป็นภริยา(น้อย)สามีโจทก์ หาใช่เป็นการตอบแทนบุญคุณที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูสามีโจทก์ยามชราและเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าโจทก์และสามีโจทก์มีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีกการเอาที่ดินยกให้จำเลย จำเลยไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือสามีโจทก์ การทำนิติกรรมยกที่ดินให้จำเลยทั้งหมดถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ นิติกรรมการให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ย่อมขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2896/2525

   โจทก์กับ ช. สมรสกัน 60 ปี มาแล้วมีบุตรคนเดียว ต่อมาโจทก์ไปบวชชีโดยไม่ได้หย่ากัน ช. เป็นข้าราชการบำนาญ ออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดา แล้วยกที่พิพาท 4 แปลงอันเป็นสินสมรสให้จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือ ช. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์และ ช. มีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์การให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ขอเพิกถอนได้

  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ซึ่งที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระหว่างหลวงชัยนาวากับจำเลยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวา แต่มีชื่อหลวงชัยนาวาถือสิทธิในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 หลวงชัยนาวาได้แจ้งว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทสูญหายแล้วได้ยื่นเรื่องราวขอใบแทนและขอทำนิติกรรมยกให้จำเลยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2521 พร้อมกับทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนขอจดทะเบียนการยกที่พิพาทให้ตนเองแทน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนยกที่พิพาทให้จำเลยตามคำขอและใบมอบอำนาจของหลวงชัยนาวาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2521 โจทก์มิได้ให้คำยินยอมในการนั้นด้วย หลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2521

          คดีมีปัญหาโต้เถียงกันในชั้นนี้ตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่าการที่หลวงชัยนาวาทำนิติกรรมยกที่พิพาททั้ง 4 แปลงให้จำเลยโดยเสน่หาเป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือไม่

          โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาสมรสกัน 60 ปีมาแล้ว มีบุตรคนเดียว เมื่อ พ.ศ. 2500 โจทก์ไปบวชชีอยู่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการโดยไม่ได้หย่ากัน หลวงชัยนาวาอยู่บ้านเดิมที่ตรอกจันทร์ที่ดินพิพาท นายผล นายปิ่นโอนให้หลวงชัยนาวาเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมโจทก์ไป หนังสือสำคัญแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำหรับที่พิพาทอยู่กับโจทก์ไม่ได้สูญหาย หลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญ หลวงชัยนาวาเจ็บป่วยก็ไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาล นางศรีอุทัย _ บุตรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และเป็นผู้จัดการศพหลวงชัยนาวา โจทก์ไม่รู้จักจำเลยและมารดาจำเลยโจทก์ทราบในภายหลังที่ให้บุตรไปขอตรวจหลักฐานที่อำเภอปากช่องว่าหลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลย

          จำเลยนำสืบว่าหลวงชัยนาวากับนางมาลี _ มารดาจำเลยรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน โจทก์บวชชีแล้วหลวงชัยนาวาได้มาพักอาศัยอยู่บ้านมารดาจำเลยเป็นเวลาประมาณ 10 ปีจนกระทั่งถึงแก่กรรม หลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยกับมารดาได้อุปการะปรนนิบัติหลวงชัยนาวามาตลอด

          พิเคราะห์แล้ว ได้ความว่าหลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญได้รับบำนาญเดือนละ 2,123 บาท จำเลยและนางมาลีมารดาจำเลยเบิกความว่าก่อนหลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 10 ครั้งเป็นคนไข้พิเศษ จำเลยและมารดาไม่ได้ออกค่าใช้จ่าย แสดงว่าหลวงชัยนาวามีฐานะการเงินดีไม่จำต้องได้รับความอุปการะจากจำเลย การที่หลวงชัยนาวาออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดานั้น ตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเพราะหลวงชัยนาวาไปมีความสัมพันธ์กับมารดาจำเลยทางชู้สาว ซึ่งนางมาลีมารดาของจำเลยก็เบิกความว่าหลวงชัยนาวาตั้งใจยกที่พิพาทให้นางมาลี แต่บิดานางมาลีเป็นบุคคลต่างด้าว จึงให้จำเลยรับโอนแทน และได้ความจากนายสนิท _ พยานจำเลยว่า หลวงชัยนาวาโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะมารดาจำเลยเป็นภริยาหลวงชัยนาวา หาใช่เป็นการตอบแทนบุญคุณที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหลวงชัยนาวายามชราและเจ็บป่วยดังที่จำเลยอ้างไม่ ปรากฏจากคำเบิกความของนางศรีอุทัย _  พยานโจทก์ว่า ที่ดินสินสมรสแปลงอื่น ๆ โจทก์กับหลวงชัยนาวาได้โอนขายไปก่อนแล้ว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2513 ถึง 2514 นำเงินไปสร้างโบสถ์หมด ไม่ปรากฏว่าโจทก์และหลวงชัยนาวามีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ขณะที่หลวงชัยนาวาเอาที่ดินพิพาทยกให้จำเลย จำเลยไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือหลวงชัยนาวา ดังนี้เห็นว่าการที่หลวงชัยนาวาเอาที่พิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวาไปทำนิติกรรมยกให้จำเลยทั้งหมดถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ได้ตรวจชำระใหม่เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์ นิติกรรมการให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ย่อมขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้"

          พิพากษายืน

ป.พ.พ.

มาตรา 1480  การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น
             




สินส่วนตัว สินสมรส

ยกที่ดินให้โดยเสน่หาและมิใช่การให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี
รับโอนที่ดินสินสมรสโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเพิกถอนไม่ได้
ของใช้ในครัวเรือนที่แขกให้ในวันสมรสเป็นสินสมรส
สามีภริยาจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษี